240
นครธม เวี
ยดนาม หงสาวดี
รวมทั
้
งนครศรี
ธรรมราชและมลายู
ปั
ตตานี
เป็
นต้
น (นิ
รมล เมธี
สุ
วกุ
ล.
2553 : 20)
สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ เสนอว่
า เทคโนโลยี
ดนตรี
ชาติ
พั
นธุ
์
เป็
นดนตรี
ดึ
กดํ
าบรรพ์
ของทุ
กชาติ
พั
นธุ
์
อั
นหลากหลายของดิ
นแดนสุ
วรรณภู
มิ
ในภู
มิ
ภาคอุ
ษาคเนย์
มี
หลั
กฐานนานไม่
น้
อยกว่
า 3,000
ปี
มาแล้
ว นั
บเป็
น “บรรพสั
งคี
ต” อุ
ษาคเนย์
ทั
้
งภู
มิ
ภาคมี
ความอุ
ดมสมบู
รณ์
ด้
วยทรั
พยากรธรรมชาติ
เช่
น พื
ชพั
นธุ
์
ธั
ญญาหาร แร่
ธาตุ
ตะกั ่
ว ดี
บุ
ก ทองแดง เหล็
ก ฯลฯ มี
ความหลากหลายทางชี
วภาพ
เมื่
อเกิ
ด “โลหะปฏิ
วั
ติ
” ครั
้
งแรกขึ
้
นส่
งผลให้
มี
กลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
จากที่
อื่
น ๆ ทั
้
งใกล้
และไกล เคลื่
อนย ้
าย
เข้
ามาแลกเปลี่
ยนซื
้
อขายสิ
่
งของนานา คนเหล่
านั
้
นส่
วนหนึ
่
งเข้
ามาตั
้
งหลั
กแหล่
งอยู
่
ในเขตอุ
ดม
สมบู
รณ์
ปะปนกั
บคนพื
้
นเมื
องที่
เป็
นมนุ
ษย์
อุ
ษาคเนย์
มาแต่
ดั
้
งเดิ
ม ผู
้
คนบนผื
นแผ่
นดิ
นอุ
ษาคเนย์
ก็
มี
เพิ
่
มมากขึ
้
นเป็
นเหตุ
ให้
โครงสร้
างทางสั
งคมและวั
ฒนธรรมเปลี่
ยนแปลงไปเมื่
อราว 3,000 ปี
มาแล้
ว
มโหระทึ
กเทคโนโลยี
หล่
อด้
วยโลหะผสมเรี
ยก ทองสั
มฤทธิ
์
มี
ชื่
อเรี
ยกต่
าง ๆ กั
น บาง
แห่
งเรี
ยก ฆ้
องกบ ฆ้
องบั
้
ง แต่
บางแห่
งเรี
ยกว่
า กลองทอง (แดง) กลองกบ ถื
อเป็
นลั
กษณะเฉพาะ
ของภู
มิ
ภาคอุ
ษาคเนย์
เพราะมี
แพร่
หลายกระจายไปทั
่
วแผ่
นดิ
นใหญ่
และหมู
่
เกาะ ตั
้
งแต่
เหนื
อสุ
ดที่
มณฑลยู
นนาน จนถึ
งใต้
ทางหมู
่
อิ
นโดนี
เชี
ย มโหระทึ
กยุ
คแรก ๆ เป็
นภาชนะใส่
สิ ่
งของศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ฝั
ง
ไว้
ในศพ บางแห่
งใช้
ใส่
กระดู
กคนตายที่
ฝั
งดิ
นไว้
นานเข้
ากลายเป็
นเครื่
องประโคมตี
ในพิ
ธี
กรรม
เช่
น พิ
ธี
ศพ ทํ
าให้
เรี
ยกภายหลั
งว่
า “กลอง” เพราะมี
รู
ปร่
างเหมื
อนกลองไม้
แต่
บางที
เรี
ยก “ฆ้
อง”
เพราะหล่
อด้
วยโลหะสั
มฤทธิ
์
และเป็
นแบบดั
้
งเดิ
ม และเก่
าแก่
ที่
สุ
ดของเครื่
องดนตรี
ตระกู
ลฆ้
อง
ระฆั
ง เช่
น ฆ้
องหุ
่
ย และระฆั
งใช้
ตี
ประจํ
าวั
ด กั
บฆ้
องวง ใช้
ตี
ในวงปี่
พาทย์
ทุ
กวั
นนี
้
มี
ใช้
ทั
่
วไปใน
อิ
นโดนี
เชี
ย มาเลเชี
ย ไทย ลาว พม่
าและกั
มพู
ชา ปั
จจุ
บั
นย ั
งใช้
มโหระทึ
กประโคมในพิ
ธี
กรรมสํ
าคั
ญ
ของรั
ฐและพระเจ้
าแผ่
นดิ
น เนื่
องจากเป็
นเครื่
องมื
อหล่
อด้
วยโลหะผสมที่
ใช้
เทคโนโลยี
สู
ง จึ
งเป็
น
สิ ่
งที่
คนทั
้
งชุ
มชนต้
องร่
วมกั
นทํ
าขึ
้
นเพื่
อให้
เป็
นสมบั
ติ
ของเผ่
าพั
นธุ
์
ฉะนั
้
นจึ
งเป็
นสั
ญลั
กษณ์
ของ
หั
วหน้
าเผ่
าพั
นธุ
์
นั
้
น ๆ ด้
วย แล้
วสื
บเนื่
องเป็
นสั
ญลั
กษณ์
ของพระราชาสมั
ยหลั
ง ๆต่
อมา รอบ ๆ
มโหระทึ
กสลั
กเป็
นลวดลายสั
ญลั
กษณ์
ต่
าง ๆ เช่
น จั
กรวาล ฟ้
ากั
บดิ
น และนํ
้
า โดยเฉพาะอย่
างยิ ่
ง จะ
มี
รู
ปกบประดั
บหน้
ากลอง ซึ
่
งถื
อเป็
นสั
ญลั
กษณ์
ของฝน จึ
งใช้
ตี
ขอฝน บู
ชากบเพื่
อขอความอุ
ดม
สมบู
รณ์
ให้
ชุ
มชนเผ่
าพั
นธุ
์
ของตน โดยใช้
ปี่
กั
บแคน เป่
าทํ
านองด้
นเคล้
าคลอตลอดเวลา เครื่
องเป่
า
อย่
างแคนมี
ลิ
้
นให้
กํ
าเนิ
ดสั
่
นเครื
อ ทํ
าด้
วยโลหะสั
มฤทธิ
์
ที่
ต้
องรี
ดให้
บางที่
สุ
ดจนสามารถใช้
สมปาก
เป่
าให้
สั
่
นสะเทื
อนเป็
นเสี
ยงเครื
อได้
(สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ. 2547 : 62 – 64)
นิ
รมล เมธี
สุ
วกุ
ล ย ั
งเสนอว่
า มโหระทึ
ก เลี
ยนแบบรู
ปทรงนํ
้
าเต้
า สั
ญลั
กษณ์
ของท้
องแม่
ทํ
าให้
เกิ
ดลู
กพบทั ่
วไปทั
้
งภู
มิ
ภาคอุ
ษาคเนย์
ที่
ทํ
าจากนํ
้
าเต้
าแห้
งมี
ปี่
นํ
้
าเต้
า พิ
ณนํ
้
าเต้
า คนสมั
ยก่
อน
ใช้
เป็
นเครื่
องมื
อสื่
อสารกั
บผี
บรรพบุ
รุ
ษ เช่
น ผี
ฟ้
าพญาแถน ผู
้
มี
อํ
านาจเหนื
อธรรมชาติ
ปี่
นํ
้
าเต้
า ใช้