234
ในรู
ปแบบบางส่
วนที่
รั
บจากอิ
นเดี
ยแล้
วพิ
จารณาปรั
บทางด้
านภู
มิ
ปั
ญญาผสมผสานให้
เป็
น
วั
ฒนธรรมกั
มพู
ชาที่
โดดเด่
น ดั
งเช่
น รู
ปจํ
าหลั
กนางอั
ปสราปรั
บภาพจํ
าหลั
กรู
ปแบบสั
ดส่
วนของ
รู
ปร่
างลั
กษณะรู
ปร่
างเป็
นแบบหญิ
งท้
องถิ ่
นในเขตสุ
วรรณภู
มิ
ต่
อมาพลั
งอํ
านาจจากศู
นย์
กลางของ
กั
มพู
ชาได้
กระจายออกไปในพื
้
นที่
รายรอบของอาณาจั
กร ได้
เกิ
ดแคว้
นโบราณต่
าง ๆ ในประเทศ
ไทยได้
แก่
แคว้
นสยาม (หมายถึ
งศรี
สั
ชนาลั
ย – สุ
โขทั
ย – กํ
าแพงเพชร) แคว้
นกั
มโพชะ (หมายถึ
ง
ลพบุ
รี
– อโยธยา) และแคว้
นสุ
พรรณภู
มิ
(หมายถึ
ง สุ
พรรณบุ
รี
– กาญจนบุ
รี
– นครปฐม – ราชบุ
รี
–
เพชรบุ
รี
) เคยอยู
่
ในการปกครองของกั
มพู
ชามาก่
อน และภาษาของชนชั
้
นปกครองของชาวกั
มพู
ชา
ย ั
งคงใช้
อยู
่
ในปั
จจุ
บั
นคื
อ คํ
าราชาศั
พท์
ส่
วนภาษาที่
ประชาชนใช้
กั
นทั ่
วไปนั
้
นไม่
ปรากฏ แต่
มี
ความ
เป็
นไปได้
ว่
า เป็
นภาษาไทย เนื่
องจากการที่
จะทํ
าให้
ภาษาเป็
นที่
นิ
ยมพู
ดกั
นอย่
างแพร่
หลาย
จํ
าเป็
นต้
องใช้
ระยะเวลาในการแพร่
กระจาย ซึ
่
งอาจใช้
เวลาเป็
นร้
อย ๆ ปี
หลั
งจากที่
ล้
านนา สุ
โขทั
ย
และอยุ
ธยา ตั
้
งตั
วเป็
นรั
ฐอิ
สระ อาจสั
นนิ
ษฐานได้
ว่
า มี
การใช้
ภาษาไทยกั
นมานานแล้
ว โดยคนไทย
ในสุ
วรรณภู
มิ
ประมาณช่
วงพุ
ทธศตวรรษที่
16 เป็
นต้
นมา โดยในช่
วงนั
้
นเริ
่
มรั
บวั
ฒนธรรมเขมรมา
ประยุ
กต์
ใช้
และต่
อมาอาจถู
กปกครองโดยขุ
นนางจากเมื
องพระนครในช่
วงพุ
ทธศตวรรษที่
16 – 18
หลั
งจากพระเจ้
าชั
ยวรมั
นที่
7 สวรรคต อํ
านาจของพระนครเสื่
อมลง กลุ ่
มคนไทยก็
ตั
้
งตั
วเป็
นอิ
สระ
และเลิ
กใช้
ภาษาเขมรเป็
นภาษาในราชสํ
านั
กและภาษาในจารึ
ก และได้
หั
นมาใช้
ภาษาแม่
ของ
ผู
้
ปกครอง คื
อภาษาไทย มาเป็
นภาษาในราชสํ
านั
ก (ตรงใจ หุ
ตางกู
ร. 2544 : 8 ) อาจกล่
าวได้
ว่
า
การผสมผสานทางวั
ฒนธรรมได้
ปรั
บใช้
อย่
างต่
อเนื่
อง โดยใช้
ฐานวั
ฒนธรรมของท้
องถิ
่
นผสมผสาน
กั
บวั
ฒนธรรมภายนอกทั
้
งนี
้
ภาษาเป็
นสื่
ออธิ
บายความเข้
าใจในสั
ญลั
กษณ์
ภาพจํ
าหลั
กใน
สถาปั
ตยกรรมไปพร้
อมพร้
อม ๆ กั
น เพราะวั
ฒนธรรมของอิ
นเดี
ยเชื่
อว่
าเป็
นต้
นตอพื
้
นสํ
าคั
ญต่
อ
ชาวสุ
วรรณภู
มิ
อยู
่
มิ
ใช่
น้
อย ดั
งที่
อุ
เทน วงส์
สถิ
ต (2553 : 5) อธิ
บายคุ
ณลั
กษณะบทบาทหน้
าที่
ของ
หญิ
งฟ้
อนรํ
าเพื่
อถวายความศรั
ทธาต่
อพระอิ
ศวรในความเชื่
อของศาสนาฮิ
นดู
และศิ
ลปวั
ฒนธรรม
จํ
าหลั
กภาพนางอั
ปสราซึ
่
งปรากฏภาพจํ
าหลั
กสํ
าคั
ญในสถาปั
ตยกรรมสมั
ยเมื
องพระนคร
จากการศึ
กษาของ อุ
เทน วงศ์
สถิ
ต นั
กศึ
กษาระดั
บปริ
ญญาเอก มหาวิ
ทยาลั
ยปู
เน่
ประเทศ
อิ
นเดี
ย บอกถึ
งรู
ปแบบลั
กษณะความเป็
นมาเกี่
ยวกั
บ เรื่
องความเลื่
อมใสศรั
ทธาต่
อเทพเจ้
า มองว่
า
เทพท่
านจะเหงา ก็
เลยจั
ดหาความบั
นเทิ
งให้
แรก ๆ แค่
การร่
ายรํ
า ถ้
าเปรี
ยบเที
ยบกั
บเมื
องไทย คง
เหมื
อนละครแก้
บน ถ้
ามองไปที่
กั
มพู
ชา อาจะจะเป็
นการแกะสลั
กนางอั
ปสรร่
ายรํ
าประจํ
าเทวสถาน
ต่
าง ๆ อย่
างที่
นครวั
ดหรื
อปราสาทอื่
นในสมั
ยเมื
องพระนคร
หน้
าที่
ของเทวทาสี
ในอิ
นเดี
ยยุ
คเริ
่
มแรก คื
อ รํ
าถวายเทพเจ้
า ต่
อมาเมื่
อผู
้
มี
อํ
านาจอย่
าง
พระราชามี
ศรั
ทธามากเข้
า ให้
รํ
าถวายประจํ
า มี
เทวสถาน มี
หลั
กฐานการถวายนางทาสเป็
นเรื่
อง
เป็
นราวประมาณพุ
ทธศตวรรษที่
14 เริ
่
มที่
ทางตอนใต้
ของอิ
นเดี
ย แถบรั
ฐทมิ
ฬนาฑู
อย่
างจารึ
ก