233
อย่
างไรก็
ตามอิ
นเดี
ยเป็
นแหล่
งอารยธรรมที่
ได้
ชื่
อว่
า พิ
พิ
ธภั
ณฑ์
ชี
วิ
ตเพราะเป็
นแอ่
งเก็
บ
ความเชื่
อ และวิ
ถี
ชี
วิ
ตแบบโบราณเอาไว้
อย่
างเหนี
ยวแน่
นมาหลายพั
นปี
ก่
อนเป็
นอย่
างไรปั
จจุ
บั
นก็
ย ั
งเป็
นอย่
างนั
้
น ประวั
ติ
ศาสตร์
อิ
นเดี
ยแม้
จะได้
เคยผ่
านการผั
นผวนทางเศรษฐกิ
จและการเมื
องมา
อย่
างโชคโชน เผชิ
ญหน้
ากั
บนานาชาติ
นานาเผ่
าพั
นธุ
์
ที่
หลั ่
งไหลเข้
ามาโดยไม่
หยุ
ดหย่
อน อิ
นเดี
ยก็
สามารถมี
ชี
วิ
ตรอดพ้
นเป็
นตั
วของตั
วเองมาได้
อี
กทั
้
งย ั
งได้
แสดงให้
เห็
นว่
าวั
ฒนธรรมนั
้
นมี
พลั
งที่
จะ
สร้
างคุ
ณประโยชน์
ให้
เหมาะแก่
ตั
วเองเท่
านั
้
น หากแก่
โลกทั ่
ว ๆไป วั
ฒนธรรมเก่
ามี
การผสมผสาน
วั
ฒนธรรมใหม่
มิ
ได้
ขาดสะบั
้
นลงไปประการใดเลย มี
การเปลี่
ยนแปลงและเติ
บโตขึ
้
น แต่
ทั
้
งนี
้
อิ
นเดี
ยถื
อว่
าอะไรก็
ตามที่
เป็
นของมนุ
ษยชาติ
อิ
นเดี
ยย่
อมมี
ส่
วนร่
วมอยู
่
ด้
วย
กรุ
ณา กุ
ศลาสั
ย (2543 : 166) กล่
าวว่
า ความยึ
ดหยุ ่
นและความเข้
มแข็
งที่
ปรากฏใน
วั
ฒนธรรมอิ
นเดี
ยมี
มู
ลเหตุ
มาจากปั
จจั
ยที่
แจ่
มชั
ด และสั
มพั
นธ์
กั
นสองประการ ประการแรก
ความสามารถของอิ
นเดี
ยในอั
นที่
จะย ั
งความกลมกลื
นให้
เกิ
ดขึ
้
นระหว่
างธาตุ
ต่
าง ๆ ซึ
่
งในกรณี
สั
งคม
อื่
นแล้
ว ยากที่
จะผสมกลมกลื
นกั
นได้
“จงมี
ชี
วิ
ตอยู
่
และให้
ผู
้
อื่
นมี
ชี
วิ
ตรวมอยู
่
ด้
วย” นี่
เป็
นแนวปฏิ
บั
ติ
ที่
อิ
นเดี
ยยึ
ดมั ่
นตลอดมาทุ
กกาลเทศะ ประวั
ติ
ศาสตร์
ของอิ
นเดี
ยได้
แสดงอย่
างแจ้
งชั
ด จะเป็
นลั
ทธิ
แสดงความเชื่
อถื
อชนิ
ดใดก็
ตามที่
ย่
างเท้
าเข้
าสู
่
อิ
นเดี
ย ย่
อมได้
รั
บการตอนรั
บเป็
นอย่
างดี
จากชาว
อิ
นเดี
ยเสมอ อาจกล่
าวได้
ว่
าวิ
ญญาณแห่
งการผสมผสานและอดกลั
้
นนี
้
ตั
้
งอยู
่
บนพื
้
นฐานแห่
งจิ
ตใจ
อั
นเปี่
ยมไปด้
วยความเชื่
อมั
่
นทางศาสนา ซึ
่
งมี
ปรากฏให้
เห็
นในชี
วิ
ตของทุ
กชั
้
นอิ
นเดี
ย
กรณี
ปั
จจั
ยการผสมผสานภายในย ั
งได้
รั
บอิ
ทธิ
จากภายนอกเข้
ามาสั
มพั
นธ์
กั
บของภู
มิ
ภาค
เอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
หรื
ออุ
ษาคเนย์
เช่
น ปั
จจั
ยทางภู
มิ
ศาสตร์
จากอาณาบริ
เวณทางตอนใต้
ของ
จี
น ในมณฑลยู
นนาน กวางสี
และกวางตุ
้
งนั
้
น เป็
นพื
้
นที่
แห่
งหนึ
่
งที่
ส่
งผลต่
อชี
วิ
ตของผู
้
คนในบริ
เวณ
นี
้
เพราะอยู
่
ใต้
อิ
ทธิ
พลของลมมรสุ
มเช่
นเดี
ยวกั
นกั
บผู
้
คนในอิ
นโดจี
น ไทย พม่
า และกลุ
่
มคนที่
อยู
่
ใน
หมู
่
เกาะ ความสํ
าคั
ญของลมมรสุ
มก็
คื
อ การพั
ดพาลมฝนมาตกเป็
นประจํ
าตามฤดู
กาล จนเกิ
ด
ประโยชน์
แก่
การคมนาคมทางทะเล ทํ
าให้
ผู
้
คนในภู
มิ
ภาคนี
้
เดิ
นทางไปมาหาสู
่
กั
นและกั
น สามารถ
เดิ
นทางไปค้
าขายกั
บภายนอก รวมทั
้
งการให้
ผู
้
คนจากภายนอกเดิ
นทาง ชาวอิ
นเดี
ยเดิ
นทางมาทํ
าการ
ค้
าขายและเผยแผ่
ทางศาสนาได้
ก่
อให้
เกิ
ดศู
นย์
กลางทางอํ
านาจที่
สํ
าพั
นธ์
กั
บความเชื่
อ เพื่
อให้
เกิ
ด
การหล่
อหลอมความเป็
นเอกภาพของสั
งคม ดั
งเช่
น ความเชื่
อที่
เกี่
ยวลั
กษณะการฟ้
อนรํ
าใน
พิ
ธี
กรรมตามความเชื่
อเกี่
ยวกั
บผี
หรื
อฟ้
อนเรื่
องราวที่
เกี่
ยวกั
บศาสนามี
การผสมผสานก่
อให้
เกิ
ด
เอกภาพของแต่
ละท้
องถิ
่
น ในกั
มพู
ชาเป็
นพื
้
นแห่
งหนึ
่
งที่
ก่
อตั
วขั
บเคลื่
อนของกลุ
่
มคน และสร้
าง
อาณาจั
กรความสั
มพั
นธ์
หลายรู
ปแบบ จากสภาพกายภาพ เศรษฐกิ
จ สั
งคม และการเมื
อง
กลายเป็
นศู
นย์
กลางอํ
านาจของราชอาณาจั
กรกั
มพู
ชาในแดนสุ
วรรณภู
มิ
ในช่
วงพุ
ทธศตวรรษที่
15– 18 ซึ
่
งจากหลั
กฐานจารึ
ก และหลั
กฐานทางประวั
ติ
ศาสตร์
ศิ
ลปะนั
้
นอาจแสดงให้
เห็
นถึ
งอิ
ทธิ
พล