227
ต่
อเนื่
องจากอดี
ตสู
่
ปั
จจุ
บั
น ดั
งที่
ธิ
ดา สาระยา (2536 : 112) เสนอว่
า “ ภาพจํ
าหลั
กนางอั
ปสร ตรง
ประตู
ทางเข้
าเทวาลั
ยชั
้
นบน ปราสาทวั
ดภู
เข้
าใจว่
านางคื
อ เจ้
าแม่
แผ่
นดิ
น หรื
อแม่
พระธรณี
ผู
้
บั
นดาล
ความอุ
ดมสมบู
รณ์
แก่
แผ่
นดิ
น ตามความคิ
ดของคนในพื
้
นถิ
่
นเดิ
ม”
ข้
อคิ
ดสํ
าคั
ญอี
กประการหนึ
่
งคื
อ สถาปั
ตยกรรมขอมในพื
้
นที่
อี
สานตอนล่
าง ที่
คนในท้
องถิ ่
น
มองความสํ
าคั
ญของสถาปั
ตยกรรมขอมอย่
างต่
อเนื่
อง เพราะมี
ร่
องรอยการบู
รณะเพื่
อเป็
นมรดกทาง
วั
ฒนธรรม การศึ
กษาศิ
ลปวั
ฒนธรรมของคนในยุ
คปั
จจุ
บั
นและอนาคต พิ
จารณาจากการซ่
อมสร้
าง
ฟื
้
นฟู
ศาสนสถานให้
มี
ชี
วิ
ตและระบบความเชื่
อของศาสนาเดิ
ม ทั
้
งนี
้
ผู
้
คนในภู
มิ
ภาคนี
้
มี
ประเพณี
และ
ความเชื่
ออยู
่
อย่
างหนึ
่
งที่
เหมื
อนกั
นคื
อ “ไม่
นิ
ยมทํ
าลายสิ
่
งที่
เป็
นโบราณสถาน ซึ
่
งถึ
งแม้
ว่
าจะเคย
เป็
นศาสนสถานของระบบความเชื่
อที่
แตกต่
างไปจากความเชื่
อที่
ตนนั
บถื
ออยู
่
ในทํ
านองตรงข้
าม
กลั
บเชื่
อว่
าโบราณสถานเหล่
านั
้
นเป็
นสถานที่
ศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ที่
ควรฟื
้
นฟู
ให้
มี
การสื
บเนื่
องในระบบความ
เชื่
อที่
พวกตนนั
บถื
ออยู
่
โดยเหตุ
นี
้
การแปลงศาสนสถานของฮิ
นดู
ให้
เป็
นพุ
ทธจึ
งเกิ
ดขึ
้
น ไม่
ว่
าที่
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
และในที่
อื่
น ๆ การซ่
อมสร้
างที่
เกิ
ดขึ
้
นนั
้
นควบคู
่
ไปกั
บการฟื
้
นฟู
ศาสนสถานให้
กลั
บ
มี
ชี
วิ
ตขึ
้
นมาใหม่
ปราสาทเดิ
มที่
เคยเป็
นเทวาลั
ย ถู
กเปลี่
ยนให้
เป็
นสถู
ปเจดี
ย์
ในทางพระพุ
ทธศาสนา
ที่
เรี
ยกว่
าธาตุ
และย ั
งมี
การจารึ
กการซ่
อมสร้
างและกล่
าวถึ
งผู
้
มี
บทบาท ดั
งเช่
น ปราสาทศี
ขรภู
มิ
อาจารย์
ก่
องแก้
ว วี
ระประจั
กษ์
ผู
้
เชี่
ยวชาญอ่
านและแปลจารึ
กภาษาไทยอั
กษรธรรม ที่
มี
ภาษาบาลี
อยู
่
บ้
าง ลั
กษณะอั
กษรมี
อายุ
ประมาณพุ
ทธศตวรรษที่
22 – 23 สรุ
ปใจความว่
า เป็
นเรื่
องของเจ้
านาย
พระสั
งฆราชา และพระสงฆ์
สร้
างกุ
ศลอุ
ทิ
ศถวายพระธาตุ
เจดี
ย์
อาจารย์
ก่
องแก้
วบอกว่
า ลั
กษณะ
อั
กษรไม่
เหมื
อนกั
บพวกอั
กษรลาวทางฝั ่
งซ้
ายของแม่
นํ
้
าโขง (ศรี
ศั
กร วั
ลลิ
โภดม. 2532 : 45 – 49)
นอกจากนี
้
ศรี
ศั
กร วั
ลลิ
โภดม ย ั
งกล่
าวอี
กว่
า เป็
นประโยชน์
มาก ชี
้
ให้
เห็
นว่
าบริ
เวณอี
สาน
ใต้
ในเขตจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
และจั
งหวั
ดศรี
สะเกษนั
้
นมี
การสื
บเนื่
องทางสั
งคมและวั
ฒนธรรมอย่
างไม่
ขาดระยะแม้
ว่
าบรรดาอารยธรรมขอมสิ
้
นสุ
ดลงไปแล้
วก็
ตาม ย ั
งมี
สั
งคมที่
เป็
นบ้
านเมื
อง มี
ชนชั
้
น
ปกครอง และพระสงฆ์
ผู
้
ใหญ่
ในระดั
บพระสั
งฆราชารั
บผิ
ดชอบอยู
่
ได้
ทํ
าการเสริ
มสร้
างและฟื
้
นฟู
โบราณสถานแต่
เดิ
มให้
เป็
นศาสนสถานทางพระพุ
ทธศาสนาจนเกิ
ดเป็
นรู
ปแบบเฉพาะถิ ่
นและ
ภู
มิ
ภาคขึ
้
น ขณะเดี
ยวกั
นคงต้
องยอมรั
บว่
า สั
งคมบ้
านเมื
องในเขตอี
สานใต้
คงไม่
รุ ่
งเรื
องและ
กว้
างขวางอย่
างครั
้
งสมั
ยวั
ฒนธรรมขอมแน่
คงจํ
ากั
ดอยู
่
เพี
ยงไม่
กี่
แห่
งของบ้
านเมื
องที่
สื
บต่
อมา บาง
แห่
งก็
หมดสภาพกลายเป็
นเมื
องร้
าง บ้
านร้
าง ต่
อมามี
คนกลุ
่
มใหม่
ๆ ย ้
ายเข้
ามาตั
้
งหลั
กแหล่
งเป็
น
ชุ
มชนหมู
่
บ้
าน บางกลุ ่
มเป็
นพวกลาวที่
นั
บถื
อพระพุ
ทธศาสนา เป็
นพวกรู
้
หนั
งสื
อ มี
การสร้
างวั
ด
พั
ฒนาชี
วิ
ตความเป็
นอยู
่
และศิ
ลปวั
ฒนธรรมได้
รวดเร็
ว แต่
ถ้
าหากว่
าเป็
นพวกกู
ย ข่
า ส่
วย ที่
ย ั
งมี
ความ
ล้
าหลั
งทางวั
ฒนธรรมแล้
ว การเปลี่
ยนแปลงทางวั
ฒนธรรมมั
กค่
อยเป็
นค่
อยไปอย่
าง ช้
า ๆ กว่
าจะลด
ความสํ
าคั
ญในเรื่
องความเชื่
อถื
อผี
มานั
บถื
อพุ
ทธศาสนา และสร้
างวั
ดวาอาราม มี
การเรี
ยนรู
้
หนั
งสื
อ