215
ใหม่
ๆ ประมาณปี
ค.ศ. 1992 การแสดงของเขมรมี
แต่
นางรํ
ารุ
่
นป้
าๆ ที่
เป็
นนางรํ
ารุ
่
นเก่
า หลงรอดจาก
สงครามมาได้
ที่
ย ั
งคงรั
กษาของเดิ
มได้
ดี
กว่
าเด็
กใหม่
หลั
งจากนั
้
นไม่
นานสั
ก กั
มพู
ชาก็
ปั
้
นนางรํ
าเด็
ก
ใหม่
ออกแสดงฝี
มื
อ สร้
างความปี
ติ
ยิ
นดี
แก่
ผู
้
ชมว่
า นาฏศิ
ลป์
กั
มพู
ชาไม่
ถึ
งกาลอั
บเฉา ย ั
งมี
ผู
้
สื
บทอด
การแสดงประจํ
าชาติ
ที่
น่
าภาคภู
มิ
ใจ ชาวไทยโดยทั
่
วๆ ไปที่
ได้
ชมนาฏศิ
ลป์
กั
มพู
ชามั
กให้
ความเห็
น
ว่
ารํ
าแอ่
นเกิ
นไป แต่
นี่
เป็
นลั
กษณะดั
้
งเดิ
มของนาฏศิ
ลป์
ไทยสมั
ยต้
นกรุ
งรั
ตนโกสิ
นทร์
ที่
เขมรย ั
งรั
กษา
เอาไว้
ขณะที่
ครู
รํ
าไทยเห็
นว่
าเขมรนั
้
นรํ
าช้
า หนั
ก ขณะที่
ของไทยนั
้
นเร็
วและเบากว่
า ครู
รํ
าเขมรก็
ให้
ความเห็
นเช่
นเดี
ยวกั
น ครู
ไทยบางท่
านก็
ว่
าไทยนั
้
น "รํ
าเก๋
" ส่
วนเขมรนั
้
น "รํ
างาม" การร่
ายรํ
าที่
เชื่
องช้
าและมั
่
นคงของเขมรผนวกกั
บดนตรี
ประกอบนั
้
นเองสร้
างมนต์
ขลั
งให้
คนดู
บั
งเกิ
ดความ
ศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ที่
สามารถสื่
อกั
นได้
ระหว่
างผู
้
แสดงและผู
้
ชม (นิ
วั
ตร กองเพี
ยร. 2539 : 18)
ความงามทางสุ
นทรี
ยะเหล่
านี
้
ทํ
าลายกํ
าแพงขวางกั
้
นทางวั
ฒนธรรม คนต่
างชาติ
ต่
าง
วั
ฒนธรรมเมื่
อได้
ชมก็
เห็
นว่
างาม ลั
กษณะการแสดงออกของตั
วละครเขมรนั
้
นบางที
ก็
ดู
เป็
นโบราณ
กว่
าของไทย เนื่
องจากสั
งคมเขมรทุ
กวั
นนี
้
ย ั
งไม่
มี
ความเจริ
ญทางวั
ตถุ
มากเหมื
อนไทยในปั
จจุ
บั
น
ดั
งนั
้
นจึ
งรั
กษาอารมณ์
คนโบราณได้
ดี
กว่
า ลั
กษณะของการร่
ายรํ
าที่
เชื่
องช้
าทํ
าให้
นางรํ
าเขมรรํ
าได้
พร้
อมเพรี
ยงราวกั
บมี
ลมหายใจอั
นเดี
ยวกั
น หากชมระบํ
าหมู
่
จะพบว่
าการตั
้
งมื
อตั
้
งไม้
เท่
ากั
นหมด
แสดงให้
เห็
นการฝึ
กซ้
อมด้
วยกั
นเป็
นอย่
างดี
เครื่
องละครเขมรเมื่
อดู
บนเวที
อาจดู
อั
บแสงกว่
าเครื่
องละครไทย เนื่
องจากใช้
เพชรน้
อย
และเม็
ดเล็
กกว่
า แต่
เมื่
อหยิ
บมาดู
ใกล้
ๆ แล้
วจะเห็
นฝี
มื
อเชิ
งช่
างที่
แสดงความสามารถในการปั
ก
เครื่
องที่
ย ั
งรั
กษาไว้
ได้
ดี
เราอาจเห็
นเค้
ารอยบางอย่
างในละครเขมรที่
เคยเป็
นของไทย ขณะที่
ไทยเรา
ปั
จจุ
บั
นไม่
ได้
รั
กษาลั
กษณะเช่
นนี
้
แล้
ว ในการสวมเครื่
องละครบางชิ
้
น เช่
น
ดอกไม้
ปลายมื
อ
ปะวะหลํ
่
ากํ
าไลข้
อมื
อข้
อเท้
าเต็
มเครื่
องเหมื
อนละครไทยโบราณ
สมเด็
จพระมหากษั
ตริ
ยานี
กุ
สุ
มะนารี
รั
ตน์
พระราชมารดาของเจ้
าสี
หนุ
พระนางทรงทํ
านุ
บํ
ารุ
งการละครเขมรให้
รุ
่
งเรื
อง พระนางจึ
งทรงเป็
นพระมารดาแห่
งนาฏศิ
ลป์
กั
มพู
ชาก็
ว่
าได้
ระบํ
า
อั
ปสราเกิ
ดขึ
้
นด้
วยคุ
ณู
ปการของพระนาง โดยนางอั
ปสราตั
วเอกองค์
แรกคื
อเจ้
าหญิ
งบุ
พผาเทวี
พระ
ราชธิ
ดาในเจ้
าสี
หนุ
เป็
นระบํ
าที่
กํ
าเนิ
ดขึ
้
นเพื่
อเข้
าฉากภาพยนตร์
เกี่
ยวกั
บนครวั
ดที่
กํ
ากั
บโดย Marchel
Camus ชื่
อเป็
นภาษาฝรั
่
งเศสว่
า L"Oiseau du Paradis ก็
คื
อ The Bird of Paradise หลั
งจากนั
้
นระบํ
า
อั
ปสราก็
เป็
นระบํ
าขวั
ญใจชาวกั
มพู
ชา ใครได้
เป็
นตั
วเอกในระบํ
าอั
ปสรานั
้
นเชื่
อได้
ว่
าเป็
นตั
วนางชั
้
น
ยอดแห่
งยุ
คสมั
ย
นครวั
ดเป็
นอุ
ดมคติ
แห่
งชาติ
กั
มพู
ชา นางอั
ปสราในนครวั
ดก็
เป็
นอุ
ดมคติ
แห่
งสตรี
เขมร
ดั
งนั
้
นการชุ
บชี
วิ
ตนางอั
ปสราออกมาเป็
นระบํ
าระดั
บชาติ
นั
้
นมี
ความหมายในเชิ
งชาติ
พั
นธุ
์
นิ
ยม
เพื่
อให้
เข้
าถึ
งสั
ญลั
กษณ์
สู
งสุ
ดแห่
งสตรี
แขมร์
ระบํ
าอั
ปสรามี
ชื่
อเสี
ยงขึ
้
นมาด้
วยการอิ
งบนความ