205
หลั
กฐานต่
างๆ ทั
้
งจากศิ
ลาจาริ
ก ภาพสลั
กตามผนั
งของปราสาทโบราณหลายแห่
ง โบราณวั
ตถุ
และ
เอกสารต่
างๆ พบว่
า ทวงท่
าการฟ้
อนรํ
าของระบํ
าอั
ปสรา หรื
อระบํ
าท่
วงท่
าโบราณนั
้
น ได้
เกิ
ดขึ
้
น
ตั
้
งแต่
สมั
ยฟู
นั
นหรื
ออาณาจั
กรนครพนม เนื่
องจากเขาค้
นพบภาพสลั
กนางรํ
า และหนุ
มานรํ
าที่
ทํ
าจาก
ดิ
นเผาที่
มี
อายุ
ราวศตวรรษที่
๑ ภาพสลั
กนางรํ
านั
้
นมี
ท่
ารํ
าที่
เลี
ยนแบบจากท่
ารํ
าของระบํ
าอิ
นเดี
ย ที่
ได้
ใช้
ในศาสนาพราหมณ์
นางรํ
าในภาพสลั
กดิ
นเผามี
ท่
ารํ
าแยกขาโดยให้
นํ
้
าหนั
กอยู
่
บนเท้
าทั
้
งสองข้
าง
ให้
ปลายเท้
าทั
้
งสองหั
นออกไปด้
านข้
าง ส่
วนมื
อทั
้
งสองข้
างยกขึ
้
นสู
งระหว่
างหั
ว กางข้
อศอกออก
ส่
วนนิ
้
วมื
อด้
านซ้
ายหั
นออกข้
างนอก และนิ
้
วมื
อด้
านขวาหั
นเข้
าหาตั
วในกิ
ริ
ยาท่
าทางเป็
นไม้
บรรทั
ด
หั
กงอ ท่
ารํ
าที่
จํ
าลองจากท่
ารํ
าของระบํ
าในศาสนาพราหมณ์
ของอิ
นเดี
ยถู
กนํ
ามาแสดงเฉพาะในราช
พิ
ธี
เพื่
อรํ
าถวายเทพเจ้
าในศาสนาพราหมณ์
ของราชสํ
านั
กกั
มพู
ชาในสมั
ยนั
้
น แล้
วได้
พั
ฒนาเป็
นท่
ารํ
า
ที่
เป็
นอั
ตลั
กษณ์
ของเขมรโดยเฉพาะ นั
กวิ
จั
ยบางท่
านได้
บอกว่
า ก่
อนเขมรได้
รั
บศาสนาพราหมณ์
ศิ
ลปวั
ฒนธรรม และการฟ้
อนรํ
าจากอิ
นเดี
ย เขมรได้
สร้
างวั
ฒนธรรมของตนเองแล้
ว ซึ
่
งเป็
นการนั
บ
ถื
อสิ
่
งเหนื
อธรรมชาติ
วิ
ญญาณผี
บรรพบุ
รุ
ษหรื
อเรี
ยกว่
า ผี
ปู
่
ตา และนั
บถื
อผู
้
หญิ
งเป็
นใหญ่
ใน
ครอบครั
ว และประเทศชาติ
(นางนาคเป็
นราชิ
นี
องค์
แรกของเขมร) ซึ
่
งเชื่
อว่
าสิ
่
งเหล่
านี
้
อยู
่
ปกปั
ก
รั
กษาดู
แลให้
ชาวบ้
านมี
ความสุ
ข เขมรก็
มี
การฟ้
อนรํ
า และเครื่
องดนตรี
ของตนเอง ซึ
่
งเป็
นวงดนตรี
วง
แรกที่
มี
ชื่
อว่
า ดนตรี
อารั
กษ์
(เพลงเมมวด) เพื่
อประโคม และรํ
าถวาย ขออ้
อนวอนวิ
ญญาณผี
บรรพ
บุ
รุ
ษ หรื
อผี
ปู
่
ตาให้
ช่
วยปกปั
กรั
กษาให้
มี
ความสุ
ข ความเจริ
ญ มี
โชคมี
ลาภ หรื
อแสดงขอวิ
งวอนให้
วิ
ญญาณผี
ปู
่
ตาไม่
ให้
โกรธเคื
องต่
อลู
กหลาน รู
ปแบบความเชื่
อเหล่
านี
้
ได้
สื
บทอดต่
อกั
นมาตลอด
จนถึ
งปั
จจุ
บั
นนี
้
ในรู
ปแบบการเล่
นเมมวด หรื
อการเข้
าทรงรู
ปอารั
กษ์
เพื่
อขออ่
อนวอนให้
ผี
ปู
่
ตา หรื
อ
วิ
ญญาณอั
นศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
ต่
างๆ ไม่
มาทํ
าให้
ลู
กหลานได้
เป็
นโรค ป่
วยเจ็
บไข้
ในพิ
ธี
เล่
นเมมวด หรื
อเข้
าทรงอารั
กษ์
ของชาวเขมรนั
้
น มี
การละเล่
นดนตรี
การร้
อง และ
การฟ้
อนรํ
าด้
วย แต่
จะเป็
นการละเล่
นที่
ใช้
ทํ
านองเพลง และท่
ารํ
าของชาวบ้
านทั
่
วไป ไม่
มี
การแต่
ง
กายดั
งการแสดงในราชสํ
านั
ก ในทํ
านองเดี
ยวกั
นนี
้
ในราชสํ
านั
ก พระมหากษั
ตริ
ย์
ทุ
กรั
ชกาลก็
ทรงมี
ผี
บรรพบุ
รุ
ษ หรื
อวิ
ญญาณศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
อยู
่
คุ
้
มครองพระองค์
ดั
งเช่
นกั
บชาวกั
มพู
ชาทั
่
วไป พระองค์
จึ
งมี
กลุ
่
มดนตรี
และนั
กฟ้
อนรํ
าประจํ
าราชสํ
านั
กเพื่
อรํ
าถวายวิ
ญญาณผี
บรรพบุ
รุ
ษ หรื
อวิ
ญญาณศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
ของพระองค์
เช่
นกั
น เพื่
อให้
วิ
ญญาณเหล่
านั
้
นมาช่
วยคุ
มครองพระองค์
ให้
มี
ฤทธิ
เดช มี
อํ
านาจอั
น
สู
งส่
ง สามารถชนะศั
ตรู
ได้
ทุ
กทิ
ศานุ
ทิ
ศ แต่
การแสดงดนตรี
และการฟ้
อนเพื่
ออ้
อนวอนวิ
ญญาณศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
ในราชสํ
านั
ก อาจมี
ความประณี
ตงดงาม และครึ
กครื
้
นมากกว่
าการแสดงของชาวบ้
าน แนวคิ
ด
เหล่
านี
้
ทํ
าให้
พระราชา และประชาราษฏร์
ได้
รั
บลั
ทธิ
ศาสนาพราหมณ์
เข้
ามาในราชอาณาจั
กรอย่
าง
ง่
ายดาย รวมทั
้
งรั
บศิ
ลปะดนตรี
การแสดง และการฟ้
อนรํ
าลั
ทธิ
พราหมณ์
มาใช้
ในราชสํ
านั
กเพื่
ออยู
่
คู
่
กั
บเทพเจ้
าในศาสนาพราหมณ์
ตลอดมา เทพเจ้
าในศาสนาพราหมณ์
(พระศิ
วะ พระวิ
ษณุ
พระพรหม