200
แบบชาวบ้
านกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ไทยเขมร และชาวกั
มพู
ชาเรี
ยกว่
าวงอารั
กษ์
จากตํ
านานการฟ้
อนรํ
าซึ
่
ง
ชาวบ้
านเชื่
อว่
า แถนสั ่
งให้
ทํ
าเครื่
องดนตรี
เพื่
อให้
เหมาะสมกั
บการฟ้
อนรํ
า เช่
น ในพงศาวดารล้
าน
ช้
าง (ตํ
านานขุ
นบรม) ได้
กล่
าวถึ
งการฟ้
อนรํ
า ความว่
า “พระยาแถนหลวง” ได้
ส่
ง “ศรี
คั
นธพระ
เทวดาลงมาบอกสอนคนทั
้
งหลายให้
เฮ็
ดฆ้
องกลอง กรั
บ เจแวง ปี่
พาทย์
พิ
ณเพี
้
ยะ เพลงกลอนได้
สอนให้
ดนตรี
ทั
้
งมวลและเล่
าบอก ส่
วนครู
อั
นขั
บฟ้
อนฮ่
อนนะสิ
่
งสว่
าง ระเมงละมางทั
้
งมวลถ้
วน
แล้
ว” เพื่
อว่
าประชาชนจะได้
มี
“เครื่
องอั
นจั
กเล่
น จั
กหั
ว แลเสพรํ
าคํ
าขั
บทั
้
งมวล” (หอสมุ
ดแห่
งชาติ
.
2506 : 8) จากหลั
กฐานดั
งกล่
าวแสดงให้
เห็
นว่
า ชาวบ้
านมี
ความเชื่
อว่
าพระยาแถนหลวงผู
้
เป็
นใหญ่
ในหมู
่
เทวดา สั ่
งเทวดามาฝึ
กสอนมนุ
ษย์
ให้
รู
้
จั
กทํ
าเครื่
องดนตรี
การขั
บร้
อง และการฟ้
อนรํ
า ดั
งนั
้
น
การฟ้
อนรํ
า การเล่
นดนตรี
ได้
เกิ
ดขึ
้
นและพั
ฒนามาในชุ
มชนต่
างๆ ที่
ก่
อตั
้
งเป็
นอาณาจั
กรมานานแล้
ว
นั
บแต่
สมั
ยทวาราวดี
ศรี
วิ
ชั
ย ละโว้
เชี
ยงแสนก่
อนที่
จะถึ
งยุ
คสุ
โขทั
ย
เช่
นเดี
ยวกั
บในพิ
ธี
กรรมของ
อิ
นเดี
ยที่
เชื่
อว่
าเทพหรื
อเทวดาทรงฟ้
อนรํ
า เล่
นดนตรี
ด้
านดนตรี
ในระบํ
าอั
ปสรสราญ ใช้
วงกั
นตรึ
ม
ที่
เล่
นในพิ
ธี
กรรมมม็
วต เพื่
อบู
ชาผี
มาในอดี
ต ในกั
มพู
ชาเรี
ยกว่
าเพลง อารั
กษ์
จากพงศาวดารล้
านช้
าง (ตํ
านานขุ
นบรม) ชี
้
ให้
เห็
นความคิ
ดแบบชาวบ้
านเชื่
อว่
า
แถนหรื
อผี
เป็
นผู
้
สั
่
งให้
ทํ
าเครื่
องดนตรี
ให้
เหมาะสมกั
บท่
ารํ
า เหมาะสมกั
บการฟ้
อนรํ
า เช่
น การ
ฟ้
อนรํ
าในพิ
ธี
กรรมอั
นศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
หรื
อการฟ้
อนบู
ชา ในประเทศอิ
นเดี
ย การฟ้
อนรํ
าบู
ชาจะเป็
นเทพ
หรื
อเทวดาสั ่
งให้
มี
การบรรเลงดนตรี
ประกอบการฟ้
อนรํ
า เช่
น พระอิ
ศวรทรงฟ้
อนรํ
าและมี
เทพองค์
อื่
นทรงเล่
นดนตรี
มี
พระพรหมตี
ฉิ
่
ง พระนารายณ์
ตี
โทน พระอิ
นทร์
เป่
าขลุ
่
ย พระลั
กษมี
ขั
บร้
อง มี
พระภรตฤษี
ทํ
าหน้
าที่
จดบั
นทึ
กท่
ารํ
า ปรากฏที่
ทั
บหลั
งปราสาทศี
ขรภู
มิ
ซึ
่
งเป็
นความเชื่
อเกี่
ยวข้
อง
กั
บเทพในศาสนาพราหมณ์
ความเชื่
อแบบชาวบ้
าน เช่
น การเล่
นแถน (จากพงศาวดารล้
านช้
าง) ที่
รั
บสื
บทอดกั
นมา ความเชื่
อว่
าผี
ฟ้
าสั
่
ง ส่
วนประเทศกั
มพู
ชาเชื่
อว่
าเทพสั
่
ง เป็
นการผสมผสาน
เช่
นเดี
ยวกั
บตํ
านานการฟ้
อนรํ
าโนราของภาคใต้
ที่
เทพสั
่
ง ซึ
่
งชี
้
ให้
เห็
นว่
านาฏกรรมหรื
อดนตรี
แบบ
ท้
องถิ ่
น มี
การผสมผสานวั
ฒนธรรมแบบชาวบ้
าน กั
บวั
ฒนธรรมอิ
นเดี
ยที่
ขยายเข้
าสู
่
วั
ฒนธรรมขอม
โดยใช้
การฟ้
อนรํ
าในประเพณี
ฉลองสมโภชเวลาเกิ
ดเหตุ
ร้
ายแก่
บ้
านเมื
อง
ภู
มิ
นิ
เวศของนางอั
ปสรา คื
อ ฟ้
า ดิ
น นํ
้
า ลม และรุ
กขเทวดา อากาศเทวดา ไฟ ที่
มา
ของเทพคื
อ สั
ญลั
กษณ์
ต่
างๆ เช่
น พระอิ
นทร์
เป็
นเทพที่
มี
ตาทิ
พย์
เต็
มตั
ว เพราะมี
ความเจ้
าชู
้
ฤาษี
เลย
ทํ
าโทษให้
กลั
บเลยทํ
าโยนี
ให้
เป็
นอั
ศนั
ย (ตา) คื
อจุ
ดที่
สวยงาม
3. ด้
านการแต่
งกาย
การแต่
งกายมี
การแบ่
งพื
้
นที่
ระหว่
างส่
วนบนและส่
วนล่
าง ส่
วนบนถื
อเป็
นของสู
งเป็
น
ส่
วนที่
ต้
องเคารพบู
ชา ส่
วนล่
างเป็
นส่
วนที่
ใช้
ประโยชน์
และในส่
วนที่
มี
ความสํ
าคั
ญเที
ยบกั
บโยนี
ใน
ศาสนาพราหมณ์
ชาวบ้
านจะใช้
จั
บปิ
้
งปิ
ดไว้
เสมื
อนเป็
นสิ
่
งต่
อรองระหว่
างส่
วนบนกั
บส่
วนล่
าง ถ้
า