Page 214 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

196
แมลงผ่
านการปรุ
งแต่
ง เปลี่
ยนผ่
านจากชาวบ้
านสู
สถานการศึ
กษาจนเป็
นรู
ปแบบพื
นบ้
านที่
สั
งคม
ระดั
บจั
งหวั
ดเข้
าสู
ระดั
บประเทศยอมรั
บ ทั
งมี
การช่
วยเสริ
มการพั
ฒนาการฟ้
อนจากผู
นํ
าการศึ
กษา
ท้
องถิ ่
นคื
อครู
สมพงษ์
สาคเรศ ผ่
านการยอมรั
บของผู
นํ
าทางการศึ
กษาระดั
บจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
คื
ผู
อํ
านวยการปลั ่
งศรี
มู
ลศาสตร์
การแสดงเสนอในงานช้
างประจํ
าปี
ทุ
กปี
เป็
นการขั
บเคลื่
อนจาก
หมู
บ้
านนี
จึ
งได้
รั
บการสนั
บสนุ
นทางสื่
อโทรทั
ศน์
ทางช่
อง 4 บางขุ
นพรหม ปี
2508 รู
ปแบบการ
ฟ้
อนมี
ท่
าไหว้
ครู
การเคลื่
อนไหวที่
เกี่
ยวกั
บการใช้
ส่
วนประกอบของร่
างกายในชี
วิ
ตประจํ
าวั
นตั
งแต่
หลั
บกระทั
งตื่
น ลั
กษณะอาการสั
มพั
นธ์
ชี
วิ
ตของสั
ตว์
ตามธรรมชาติ
ตามท้
องไร่
ท้
องนาหรื
อป่
า จอม
ปลวกธรรมชาติ
ชาวบ้
านได้
จํ
าไว้
และการมี
โอกาสปะทะสั
งสรรค์
กั
บสั
งคมหมู
บ้
าน จึ
งเปิ
ดความรู
สึ
แล้
วสะท้
อนออกเป็
นเป็
นท่
าฟ้
อน การสื
บทอดอย่
างต่
อเนื่
องจึ
งเกิ
ดการปรั
บขั
ดเกลาจั
งหวะท่
าเต้
นรํ
ช้
าเร็
ว หรื
อเหมาะสมหรื
อไม่
สั
งคมกลุ ่
มเป็
นผู
ตั
ดสิ
นการยอมรั
บด้
วยความพอใจ ตั
วอย่
างท่
าตั ๊
กแตน
ตํ
าข้
าวที่
มี
ลี
ท่
าเต้
นนั
บลั
กษณะที่
มนุ
ษย์
เข้
าใจธรรมชาติ
ส่
วนเพลงท่
ารํ
านั
นแนวคิ
ดการร้
องมาจาก
เพลงอาย ั
ย ซึ
งเป็
นเพลงเขมรผสมผสานกั
บเพลงไทยลาวเรี
ยกว่
า เพลงอาย ั
ย (พิ
ชิ
ต บุ
ราคร. 2553,
พฤศจิ
กายน 28) ส่
วนการฟ้
อนรํ
าของชาวลาวที่
ดํ
ารงอยู
ได้
ทุ
กวั
นนี
เพราะเกิ
ดจากความเชื่
อว่
าเป็
พวกที่
มี
ความเจริ
ญสื
บเชื
อสายมาจากแถน เที
ยนไท ไท้
หมายความว่
า ฟ้
า หรื
อ เจริ
ญ (สิ
ลา วี
ระวงส์
.
2539 : 15) ปั
จจุ
บั
นนี
ชาวลาวมี
พิ
ธี
กรรมสํ
านึ
กถึ
งผี
บรรพบุ
รุ
ษ จั
ดเป็
นประเพณี
ที่
สํ
าคั
ญของชาวลาว
อี
สานเรี
ยกว่
า บุ
ญบั
งไฟ จั
ดอยู
ในช่
วงเดื
อนพฤษภาคมต่
อเดื
อนมิ
ถุ
นายน (เดื
อนหก)ของทุ
กปี
เป็
ประเพณี
ก่
อนฤดู
กาลทํ
านา ในแง่
มุ
มประวั
ติ
ศาสตร์
และตํ
านานบุ
ญบั
งไฟ ซึ
งปรากฏในวรรณกรรม
พื
นบ้
านหลายเรื่
อง เช่
น เรื่
องผาแดงนางไอ่
เรื่
องพญาคั
นคาก เป็
นต้
น กิ
จกรรมที่
เป็
นสั
ญลั
กษณ์
ที่
ปรากฏตามที่
สุ
ริ
ยา สมุ
ทคุ
ปต์
และพั
ฒนา กิ
ติ
อาษา (2541 : 25) เสนอ คื
อ อวั
ยวะเพศหญิ
งชายในท่
ร่
วมเพศ มี
การแสดงในช่
วงฤดู
กาลบุ
ญบั
งไฟ ในลั
กษณะ การละเล่
น ร้
องเพลง เต้
นรํ
า ตี
กลอง เป่
แคนอย่
างสนุ
กสนาน เขาเชื่
อว่
า เป็
นพิ
ธี
กรรมแห่
งความสมบู
รณ์
กิ
จกรรมอย่
างต่
อเนื่
องจากการฟ้
อน
รํ
าได้
พั
ฒนารู
ปแบบเป็
นอั
ตลั
กษณ์
ของชาวลาวตั
งแต่
อดี
ตอดี
ตถึ
งปั
จจุ
บั
น มี
การแห่
บุ
ญบั
งไฟ
ประกอบการฟ้
อนรํ
าให้
เกิ
ดความขลั
งมี
จั
งหวะสวยงาม แต่
งกายบ่
งบอกเป็
นตั
วเอง การร้
องเพลง
เหยา ขั
บลํ
าประกอบเสี
ยงดนตรี
และที่
สํ
าคั
ญปรั
บเปลี่
ยนเป็
นเรื่
องเป็
นราวตํ
านานชี
วิ
ต ตํ
านาน
ประวั
ติ
ความเป็
นมาของชนชาติ
ลาว พร้
อมกั
บนิ
ทานก้
อม ในรู
ปแบบการแสดงหมอลํ
าบนโรงหรื
เวที
ขณะนี
เป็
นรู
ปแบบผสมผสานกั
บกลุ ่
มชาติ
พั
นธ์
ข้
างเคี
ยง มี
ความเป็
นสากล ตามความเจริ
สมั
ยใหม่
ที่
เรี
ยกว่
า หมอลํ
าซิ ่
ง ซึ
งบทบาทที่
แสดงออกมาเป็
นที่
ยอมรั
บของกลุ
มชาติ
อื่
นๆ เช่
น ชาวกู
ชาวเขมรในพื
นที่
อี
สานใต้
อาจกล่
าวได้
ว่
าการฟ้
อนรํ
าเกิ
ดขึ
นได้
ทุ
กชาติ
ทุ
กภาษา ต่
อมามี
การผสมผสานพั
ฒนาเป็
รู
ปแบบใหม่
มี
จั
งหวะกลายเป็
นนาฏศิ
ลป์
เช่
น นาฏศิ
ลป์
ไทย ดั
งที่
ม.ร.ว.คึ
กฤทธิ
ปราโมช (2534 :