195
ตลอด ถ้
ามองดู
ชุ
มชนในปั
จจุ
บั
น งานฉลองวั
นเกิ
ด บวชนาค แต่
งงาน งานขึ
้
นบ้
านใหม่
งานเกษี
ยณ
รํ
าหน้
าไฟ (งานเผาศพ) งานพิ
ธี
บู
ชาสถานที่
ศั
กดิ
์
สิ
ทธ์
(งานขุ
ดแต่
งปราสาทขอม งานบุ
ญฉลองศาลปู
่
ตา)ก็
มั
กมี
การฟ้
อนรํ
า อย่
างน้
อยมี
การรํ
าวงช่
วยให้
งานสนุ
กสนาน สวยงาม แม้
แต่
จะชกมวย ตี
ดาบก็
ต้
องมี
การรํ
าไหว้
ครู
เป็
นการอุ
่
นเครื่
อง กลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ชาวกู
ยที่
บ้
านแตล อํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
จั
งหวั
ด
สุ
ริ
นทร์
เป็
นกลุ
่
มที่
ไม่
มี
ลายลั
กษณ์
อั
กษรเป็
นสื่
อติ
ดต่
อทํ
าความเข้
าใจกั
นก็
ย ั
งมี
การฟ้
อนรํ
าฉลองใน
รื่
นเริ
งของเทศกาลปี
ใหม่
ตกในเดื
อนเมษายนของทุ
กปี
การฟ้
อนเป็
นลั
กษณะรู
ปวงเหมื
อนรํ
าวง
มาตรฐานของไทย เรี
ยกว่
า “รํ
ากงก้
าหรื
อรํ
าวงมื
ด” โดยจั
ดพื
้
นที่
เป็
นซุ
้
มปกคลุ
มด้
วยใบไม้
แล้
วคู
่
รํ
า
หนุ ่
มสาวจะร้
องเพลงผ่
านรํ
าลอดซุ
้
มไป เป็
นการเปิ
ดโอกาสให้
หนุ
่
มใกล้
ชิ
ดสนิ
ทกั
นในความรั
ก โดย
ใช้
พื
้
นที่
ในลานกว้
างของหมู
่
บ้
าน (วิ
ลาศ โพธิ
สาร. 2554, มี
นาคม 15) จากการสั
งเกตเพื่
อการ
ศึ
กษาวิ
จั
ย พบว่
า การฟ้
อนรํ
าในช่
วงปี
2540 ถึ
งปั
จจุ
บั
น (2554) ทั
้
งกลุ ่
มชาวกู
ย (เล่
นมออะจี
ง) ชาว
เยอ (เล่
นสะเอ็
ง) ชาวเขมร (เล่
นโจลมะม็
อด) ชาวลาว (เล่
นอ้
อหรื
อแถน) พื
้
นฐานของท่
าเต้
นรํ
าเกิ
ด
จากความเชื่
อเกี่
ยวกั
บผี
บรรพบุ
รุ
ษ ท่
าฟ้
อนรํ
าจากสิ
่
งที่
ปรากฏการตามธรรมชาติ
ปรุ
งแต่
งฟ้
อนรํ
ามา
จากกลุ ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ข้
างเคี
ยง หรื
อรั
บจากหลั
กสู
ตรการศึ
กษาในสถานศึ
กษาของรั
ฐที่
เชื่
อมโยงมาย ั
ง
ท้
องถิ ่
นของประเทศ
ท่
าฟ้
อนรํ
าของชาวกู
ยและชาวเยอที่
เป็
นพื
้
นฐานออกมาจากความรู
้
สึ
ก แสดงความดี
ใจเมื่
อ
ฟ้
อนมื
อยกสู
งเหนื
อศี
รษะและฟ้
อนเร็
ว แสดงความพอใจระดั
บมื
อฟ้
อนระดั
บหน้
าอกหน้
าตาสดใจ
หรื
อยิ
้
มอย่
างนางอั
ปสรา การยิ
้
มที่
ไม่
พอใจจากการบรรเลงเสี
ยงดนตรี
หรื
อเกิ
ดจากญาติ
หรื
อสามี
มา
สั
งเกตและยื
นล่
วงเกิ
นพื
้
นที่
ขณะมี
พิ
ธี
กรรมจะมี
อาการเคลื่
อนไหวขอสมา (ขอสิ ่
งของจากการปฎิ
บั
ติ
ตนผิ
ดจารี
ตประเพณี
เรี
ยกว่
า ผิ
ดผี
) การฟ้
อนแข็
งตึ
งการเคลื่
อนไหวแขนขาอาการขึ
งตึ
งทั
้
งเร็
ว และ
บางช่
วงอ่
อนตั
วทรุ
ดลงทุ
กส่
วนของลํ
าตั
ว เพื่
อแสดงตั
วขอสิ
่
งที่
ตนปรารถนา แต่
จุ
ดสํ
าคั
ญคื
อการ
ไหว้
ครู
มี
ลั
กษณะการฟ้
อนขย ั
บเหมื
อนช้
างเดิ
น ซึ
่
งสั
งเกตได้
จากครู
บามอการฟ้
อนรํ
าลั
กษณะอาการ
นิ ่
ง สงบ รอคอยควบคุ
มสมาชิ
กมอฟ้
อนที่
รบกวนการฟ้
อนสมาชิ
กอื่
น ๆ การฟ้
อนมองเห็
นถึ
งการ
เชื่
อมโยงความเชื่
อที่
มาจากผี
สั ่
ง ที่
สั
มพั
นธ์
กั
บสภาพแวดล้
อมทางธรรมชาติ
และความคุ
้
นเคยที่
คิ
ด
ปฏิ
บั
ติ
ประจํ
าวั
นจนคุ
้
นเคยเป็
นนิ
สั
ย
การแสดงท่
าฟ้
อนรํ
าของกลุ ่
มชาวเขมรสะท้
อนออกมาในแนวธรรมชาติ
ที่
ปรั
บเปลี่
ยนได้
ชั
ด เช่
น จั
งหวะมะลบโดงที่
ใช้
ร่
มเงามะพร้
าว ซึ
่
งเป็
นรู
ปแบบคุ
ณค่
าจากพื
ชที่
เกิ
ดประโยชน์
ใน
ชี
วิ
ตประจํ
าวั
นบ่
งบอกคุ
ณลั
กษณะจิ
ตใจที่
ละเอี
อดอ่
อน หรื
อการถอดรู
ปแบบการเต้
นกะโน๊
บติ
งตอง
(กะโน๊
บเป็
นแมลงสี
เขี
ยวตั
วผู
้
เล็
กตั
วเมี
ยจะตั
วโตกว่
าเมื่
อผสมพั
นธุ
์
แล้
วตั
วเมี
ยต้
องกั
ดตั
วผู
้
ให้
ตาย
แล้
วตั
วเมี
ยทํ
าหน้
าที่
วางไข่
) ติ
งตอง (ติ
งตอง คื
อ ตํ
าข้
าว) (ภาษากู
ย เรี
ยกว่
ากั
นยาหาน) ของชุ
มชนชาว
เขมรบ้
านนาสาม บ้
านนาสม อํ
าเภอเมื
อง จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
ใช้
ผู
้
ชายแสดงทั
้
งหมด ท่
ารํ
าเลี
ยนแบบ