Page 199 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

181
พระราม หน้
าพระลั
กษณ์
หน้
าทศกั
ณฐ์
แต่
เวลาไหว้
ครู
จึ
งต้
องทํ
าหน้
าจํ
าลองขึ
นเพื่
อทํ
าพิ
ธี
ไหว้
ครู
การเล่
นละครนอกนี
เกิ
ดขึ
นแพร่
หลายจนมาถึ
งสมั
ยรั
ชกาลที่
4 ต้
นรั
ชกาลที่
5 เกิ
ดมี
การแสดงอย่
าง
หนึ
ง เรี
ยกว่
า ยี่
เก
ส่
วนยี่
เกมี
พั
ฒนาการมาจากอิ
สลามนิ
กายชี
อะ เรี
ยกว่
า เจ้
าเซ็
น เล่
นในวั
นนั
กขั
ตฤกษ์
ของเขา มี
การร้
องเพลงถวายพรพระเจ้
าอยู
หั
ว (สมั
ยรั
ชกาลที่
5)ในวั
ง ร้
องไพเราะ จนมี
ผู
ติ
ดใจ ท่
าน
ผู
ใหญ่
โตได้
นํ
ามาร้
องในวั
นเกิ
ด ตามพวกเจ้
าเซ็
นไปทํ
าพิ
ธี
เรี
ยกกั
นว่
า ดี
เกลอ ก็
มาเปลี่
ยนเป็
นลิ
เก
การแสดงจึ
งแพร่
หลายในหมู
คนไทย เรี
ยกว่
า ลิ
เก หรื
อ ยี่
เก กลายเป็
นธรรมเนี
ยมการแสดงทั
งงาน
มงคล และงานศพ ดั
งที่
สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ อ้
างในจดหมายเหตุ
ของแชร์
แวส์
บอกว่
ามี
ลิ
เกเล่
น ลิ
เกแห่
ศพ
“โดยเหตุ
ที่
การตั
งขบวนแห่
ศพมั
กกระทํ
ากั
นโดยทางนํ
า พวกเดิ
นขบวนจึ
งไปกั
นในเรื
อลํ
าใหญ่
พวก
นางร้
องให้
พวกโขน พวกลิ
เกนํ
าไปข้
างหน้
า...และขณะที่
ดอกไม้
เพลิ
งแตกปะทุ
อยู
นั
น พวกนางร้
อง
ให้
กั
บพวกโขน-ลิ
เกก็
แสดงกั
นไป” (สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ. 2532 : 44) ส่
วนในพื
นที่
อี
สานตอนใต้
ปรากฏ
ว่
าการแสดงลิ
เกได้
รั
บความสนใจจากชาวบ้
าน ผู
มี
ทุ
นคิ
ดจั
ดการบริ
การการแสดงเพื่
อธุ
รกิ
จการเงิ
เพื่
อให้
เกิ
ดทุ
นกํ
าไรใช้
จ่
าย ดั
งที่
นายญาติ
ไหวดี
(2530 : 84) อดี
ต สมาชิ
กสภาผู
แทนราษฎร 7 สมั
แห่
งจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
กล่
าวในหนั
งสื
อ “ชี
วิ
ตและผลงานของข้
าพเจ้
าญาติ
ไหวดี
” ว่
า “เวลากลางคื
ไปควบคุ
มโรงละครลิ
เกซึ
งพ่
อสร้
างขึ
นเป็
นครั
งแรกในสุ
ริ
นทร์
เพื่
อให้
เช่
าบ้
าง และเป็
นโต้
โผด้
วย
ตนเองบ้
าง อั
นเป็
นการหารายได้
แข่
งกั
บโรงภาพยนตร์
ในจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
ซึ
งมี
สมั
ยนั
นเพี
ยง 2 โรง”
มาถึ
งช่
วงสมั
ยรั
ชกาลที่
6 ทางราชการเป็
นผู
นํ
าราษฎรให้
ช่
วยร่
วมพั
ฒนาบ้
านเมื
อง มี
ชาวบ้
านแต่
กาพย์
กลอนใช้
ร้
องในการรํ
าตรุ
ษ แสดงความรู
สึ
กถึ
งความทุ
กข์
ยากลํ
าบากในชี
วิ
ต โดยสะท้
อน
ออกเป็
นเสี
ยงเพลงในการฟ้
อนรํ
าประกอบดนตรี
เป็
นภาษาพื
นเมื
อง เรี
ยกว่
า “กาพย์
เมื
องสุ
ริ
นทร์
เพลงที่
ชาวบ้
านจดจํ
าได้
พั
ฒนาเป็
นการรํ
าเป็
นรู
ปแบบของท้
องถิ
นประจํ
าจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
ซึ
งเรี
ยกว่
“เรื
อมอั
นเรหรื
อรํ
ากระทบไม้
2.1.2 ท่
ารํ
าจากภาพศิ
ลาจํ
าหลั
กปราสาทศี
ขรภู
มิ
ปราสาทนครวั
ในยุ
คพระนคร
ซึ
งรั
บอารยธรรมอิ
นเดี
ยโบราณ ที่
เชื่
อในเทพเจ้
าต่
างๆ ระบํ
าอั
ปสรสราญเลี
ยนแบบท่
ารํ
าจากภาพ
ศิ
ลาจํ
าหลั
กปราสาทศี
ขรภู
มิ
และปราสาทนครวั
ด ท่
าร่
ายรํ
าของพระอิ
ศวรที่
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
พระ
อิ
ศวรทรงร่
ายรํ
ายกขาสู
งพอประมาณ หากยกขาสู
งแสดงถึ
งความรุ
นแรงหรื
อการทํ
าลาย
ลั
กษณะ
การเต้
นหรื
อการยกขาในการฟ้
อนรํ
าของอิ
นเดี
ยมี
เหลี่
ยม และกั
นเข่
า มื
อจะกระดกขึ
นตามจั
งหวะ
เน้
นจั
งหวะการวางขา หรื
อเท้
าเป็
นหลั
ก ส่
วนท่
ารํ
าของไทยลั
กษณะการก้
าวขาจะก้
าวแบบนุ
มนวล
ตั
วนางจะหนี
บขา กระมิ
ดกระเมี
ยน ก้
าวย่
อแสดงความอ่
อนหวาน เพราะไทยจะเน้
นส่
วนบนซึ
งถื
อว่
เป็
นของสู
ง การใส่
เสื
อผ้
า ของสู
งถื
อว่
ามี
ประโยชน์
มี
คุ
ณค่
า เป็
นวั
ฒนธรรมแม่
ซึ
งนั
บถื
อเพศแม่
เป็
หลั
ก เป็
นวั
ฒนธรรมแบบชาวบ้
านดั
งเดิ
ม เช่
น ตํ
านางเนี
ยงเดาะทม ที่
เป็
นตํ
านานพื
นบ้
านอี
สานใต้