Page 197 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

179
อิ
นเดี
ยในสมั
ยก่
อนซึ
งปรากฏเป็
นตํ
ารานั
น หากพิ
จารณาดู
แล้
วก็
เห็
นว่
าไม่
มี
ความคล้
ายคลึ
งกั
บท่
ารํ
ของไทยเท่
าไรนั
ก” เพราะการฟ้
อนรํ
าของอิ
นเดี
ยมี
จั
งหวะคล่
องแคล่
วว่
องไว ใช้
อวั
ยวะต่
าง ๆ อย่
าง
หนั
กแน่
นเด็
ดขาดกว่
าฟ้
อนรํ
าของไทยซึ
งมี
สามั
ญลั
กษณะ คื
อ ลั
กษณะสํ
าคั
ญที่
สุ
ดของการฟ้
อนรํ
ไทยที่
ม.ร.ว. คึ
กฤทธิ
อธิ
บายไว้
และกล่
าวถึ
งเอกลั
กษณ์
ของการฟ้
อนรํ
าไทยว่
ามี
3 อย่
างคื
อ การทรง
ตั
ว ยุ
บยื
ด ทรงตั
ว หมายถึ
งการทรงตั
วในช่
วงบนของร่
างกายตั
งแต่
หั
วไหล่
ลงไปถึ
งขั
นบั
นเอว ให้
ตั
งตั
วตรง ยุ
บ คื
อย่
อเขาลงตามจั
งหวะ ยื
ด คื
อเหยี
ยดเขาตรงตามจั
งหวะ ม.ร.ว. คึ
กฤทธิ
อธิ
บายว่
เอกลั
กษณ์
ของการฟ้
อนรํ
าไทย 3 อย่
างนี
มี
เหมื
อนกั
นหมดทุ
กภู
มิ
ภาค ไม่
ว่
าภาคเหนื
อ อี
สาน กลาง
ใต้
ของประเทศไทย ส่
วน สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ ( 2554 : 21) อธิ
บายว่
า สามั
ญลั
กษณะทั
ง 3 อย่
างเป็
ลั
กษณะร่
วมที่
สํ
าคั
ญของการฟ้
อนรํ
าของผู
คนทุ
กชาติ
พั
นธุ
ในสุ
วรรณภู
มิ
หรื
อเอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยง
ใต้
ทั
ง มอญ เขมร ลาว และชาติ
พั
นธุ
อื่
น ๆ
ม.ร.ว.คึ
กฤทธิ
ปราโมช อธิ
บายสรุ
ปว่
า นาฏศิ
ลป์
ไทยอย่
างโขนและละคร “น่
าจะ
ได้
เริ ่
มต้
นมาจากการแสดงอั
นเก่
าแก่
ในราชสํ
านั
ก และในพิ
ธี
หลวง” ได้
แก่
โมงครุ ่
ม กุ
ลาตี
ไม้
ระเบ็
ซึ
งเป็
นการแสดงชุ
ดเดี
ยวเกี่
ยวเนื่
องกั
น แต่
แบ่
งเป็
น 3 อย่
างที่
เกี่
ยวข้
องกั
นคื
อ โมงครุ ่
ม คื
อฟ้
อนรํ
เบิ
กโรงโดยไม่
มี
เรื่
องละคร กุ
ลาตี
ไม้
คื
อสรรเสริ
ญพระเกี
ยรติ
พระมหากษั
ตริ
ย์
ก่
อนเล่
นละคร ระเบ็
คื
อละครเก่
าแก่
ที่
สุ
ดเริ
มเล่
นมี
โครงเรื่
องสั
น ๆ สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ เสนอว่
า ระเบ็
งเรี
ยกอี
กอย่
างหนึ
งว่
“โอละพ่
อ” แล้
วถึ
งต่
อด้
วยเนื
อความเป็
นวรรคเป็
นตอน เมื่
ออ่
านบทร้
องระเบ็
ง–โอละพ่
อ แล้
วนึ
กถึ
“กาพย์
เซิ
ง” ของอี
สาน คื
อ ร่
าย ลั
กษณะเสรี
ที่
ไม่
เน้
นส่
งสั
มผั
สระหว่
างวรรค ถ้
ามองวิ
ธี
เล่
นมี
ต้
นเสี
ยง
ร้
องนํ
าแล้
วมี
ลู
กคู
ร้
องรั
บทวนซํ
าตามต้
นเสี
ยงเป็
นวรรค ๆ ไปก็
ยิ ่
งเข้
าใจได้
ว่
านี
คื
อ เซิ
ง อย่
าง
วั
ฒนธรรมลาวในอี
สาน ดั
งนั
นจึ
งเป็
นหลั
กฐานสํ
าคั
ญอย่
างหนึ
งแสดงให้
เห็
นชั
ดว่
า ระเบ็
ง –โอละพ่
การเล่
นในราชสํ
านั
กกรุ
งศรี
อยุ
ธยาตั
งแต่
ในยุ
คแรก แล้
วมี
แบบแผนติ
ดมาจากบรรพชนในวั
ฒนธรรม
(ลาว) (สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ. 2554 : 21) อย่
างไรก็
ตามท่
ารํ
าที่
เป็
นแบบแผนในราชสํ
านั
กย ั
งมี
ส่
วนขยาย
สื
บทอดไปย ั
งพื
นที่
ภายนอกสํ
านั
กไทย การไหว้
ครู
หน้
าโขนเป็
นการแสดงเกี่
ยวข้
องผู
กพั
นของ
นาฏศิ
ลป์
ไทยซึ
งมี
ส่
วนเกี่
ยวข้
องกั
บความเชื่
อในศาสนาโบราณ ถื
อว่
าเป็
นของศั
กดิ
สิ
ทธิ
มี
การบู
ชา
หน้
ากาก คนไทยเราบู
ชาหน้
ากากโขน บู
ชาเพราะถื
อว่
าเป็
นตั
วแทนพระเป็
นเจ้
า ตั
วแทนนั
กรบหรื
วี
รบุ
รุ
ษ มี
การกราบไหว้
ไทยเราบู
ชาหน้
าโขนเพราะเป็
นหน้
าพระเป็
นเจ้
า เป็
นหน้
าพระรามพระ
ลั
กษณ์
และลิ
งมองว่
าเป็
นผู
มี
ความสามารถ รบเก่
ง ถื
อว่
าเป็
นของสู
ในด้
านการร่
ายรํ
า ลั
กษณะการยกเท้
าในการรํ
าระบํ
าอั
ปสรสราญของประเทศไทย
และกั
มพู
ชา จะเน้
นการก้
าวเท้
าแบบนุ ่
มนวล ไม่
รุ
นแรง แสดงให้
เห็
นการผสมผสานแบบพุ
ทธ ซึ
งจะ
เน้
นทิ
ศเบื
องล่
างเป็
นฐานสํ
าคั
ญ เพราะรองรั
บสิ
งมี
ชี
วิ
ต และสิ ่
งไม่
มี
ชี
วิ
ต เท้
า คื
อพื
นที่
ต่
อรองว่
าใครดี
ใครชั ่
ว เช่
น รอยพระพุ
ทธบาทที่
เขาศาลา อํ
าเภอบั
วเชด จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
ประเทศไทย ที่
วั
ดพระพุ
ทธ