178
8) กั
นเข่
า คื
อ อาการที่
แบะเข่
าออกจากกั
นทั
้
งสองข้
างเพื่
อให้
เกิ
ดเหลี่
ยม
ลั
กษณะพื
้
นที่
ของภาพจํ
าหลั
กสถาปั
ตยกรรมขอมโบราณในประเทศไทยและใน
กั
มพู
ชานั
้
นมี
ความหลากหลาย โดยเฉพาะภาพนางอั
ปสราที่
สลั
กที่
เป็
นพั
นๆ องค์
รายรอบ
ปราสาทนครวั
ด – นครธมทุ
กมุ
มแต่
ละองค์
มี
เอกลั
กษณ์
เฉพาะตน มี
เครื่
องทรงไม่
ซํ
้
าองค์
กั
น อ่
อน
ช้
อยและงดงามยิ
่
ง และมี
ความแตกต่
างเห็
นได้
ชั
ดระหว่
างศิ
ลปะของสองยุ
ค คื
ออั
ปสรนครวั
ดและ
อั
ปสรนครธม จุ
ดเด่
นของนครวั
ดที่
มองเห็
นทั
นที
คื
อ การวางรู
ปเท้
าขนานกั
น ส่
วนนางอั
ปสรแห่
ง
นครธมนั
้
นปลายเท้
าจะยื่
นออกมาตรง ๆ และสิ
่
งที่
นางอั
ปสรนครธมแพ้
นางอั
ปสรนครวั
ดคื
อ
ปริ
มาณนวลนางสวรรค์
ที่
น้
อยกว่
านครวั
ดหลายเท่
า (สุ
มิ
ตรา จั
นทร์
เงา. 2538 : 79 )
ถ้
าพิ
จารณาการวางรู
ปเท้
าที่
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
นั
บเป็
นภาพในยุ
คสมั
ย
นครวั
ด และเป็
นปราสาทขอมนอกเขตแดนกั
มพู
ชา ด้
านดนตรี
เขมร ดนตรี
ไทยมี
รากเหง้
าเก่
าแก่
ร่
วมกั
น ซึ
่
ง สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ (2553) อ้
างจากหนั
งสื
อ “เครื่
องดนตรี
กั
มพู
ชาสมั
ยโบราณ” เสนอว่
า
“ดนตรี
กั
มพู
ชาและดนตรี
ไทยมี
รากเหง้
าเก่
าแก่
ร่
วมกั
นราว 5,000 ปี
มาแล้
ว มี
ระบบเสี
ยงไม่
เท่
ากั
นมาแต่
ดั
้
งเดิ
มเหมื
อนกั
น เป็
น วั
ฒนธรรมร่
วม ของดนตรี
สุ
วรรณภู
มิ
บนผื
นแผ่
นดิ
นใหญ่
เอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
มี
ความเป็
นมายาวนานร่
วมกั
นอย่
างแยกไม่
ออก เช่
นเดี
ยวกั
บดิ
นแดน
และผู
้
คนในกั
มพู
ชาและไทย มี
พั
ฒนาการเป็
นอั
นหนึ
่
งอั
นเดี
ยวกั
นกั
บดิ
นแดนและผู
้
คนสุ
วรรณ
ภู
มิ
” นางนาคเป็
นสั
ญลั
กษณ์
บรรพชนร่
วมกั
นของกั
มพู
ชาและไทย เท่
ากั
บเป็
นพยานยื
นย ั
นว่
า
ดนตรี
กั
มพู
ชาและไทย มี
รากเหง้
าเก่
าแก่
ร่
วมกั
น ตั
้
งแต่
ยุ
คดึ
กดํ
าบรรพ์
ตราบจนทุ
กวั
นนี
้
จะ
ต่
างกั
นบ้
างในรายละเอี
ยดปลี
กย่
อย เช่
น เรี
ยกชื่
อเครื่
องดนตรี
และบางเพลงบางอย่
างไม่
เหมื
อนกั
น เพราะอยู
่
ในภาษาตระกู
ลภาษาต่
างกั
น
ราวหลั
ง พ.ศ. 1800 กาฬโรคระบาดรั
ฐชายทะเล คนชั
้
นนํ
าตระกู
ลมอญ – เขมรล้
ม
ตายมาก ทํ
าให้
กระกู
ลไทย – ลาว เติ
บโตมี
อํ
านาจแทน แล้
วสถาปนากรุ
งศรี
อยุ
ธยาขึ
้
นเป็
นศู
นย์
กลาง
ยกภาษาเขมรเป็
นราชาศั
พท์
แล้
วปรั
บอั
กษรเขมร (ขอม) เป็
นอั
กษรไทย เลขเขมรก็
เป็
นเลขไทย
ประชากรที่
เคยเป็
นขอม หรื
อเขมรก็
กลายเป็
นคนไทย อยู
่
ในอํ
านาจรั
ฐไทยที่
มี
ขึ
้
นมาใหม่
ขณะเดี
ยวกั
นก็
สื
บทอดศิ
ลปวิ
ทยาจากเขมรเมื
องพระนคร (นครวั
ด) กั
บเมื
องนครหลวง (นครธม)
รวมทั
้
งสื
บทอดศิ
ลปวั
ฒนธรรมอื่
น ๆ เช่
น พระที่
นั
่
ง พระเมรุ
เมศ ถื
อนํ
้
าพิ
พั
ฒน์
สั
ตยา การปกครอง
และอื่
นๆ จนถึ
งดนตรี
และเพลงการ แล้
วรั
บคํ
าเขมรมาใช้
งานว่
า เพลง ตระ และอื่
น ๆ ครั
้
นต่
อมา
ราวหลั
ง พ.ศ. 2400 กั
มพู
ชารั
บเทคโนโลยี
ก้
าวหน้
าบางอย่
างและวั
ฒนธรรมร่
วมสมั
ยจากไทย เช่
น
เพลงดนตรี
“เถา” ที่
สร้
างใหม่
สมั
ยกรุ
งรั
ตนโกสิ
นทร์
(สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ. 2554 : 21)
จากแนวคิ
ดของ ม.ร.ว. คึ
กฤทธิ
์
ปราโมช (2541) ที่
เสนอในหนั
งสื
อ ลั
กษณะไทย
ของธนาคารกรุ
งเทพฯ เป็
นตํ
าราเรื่
อง “พั
ฒนาการเรื่
อง นาฏศิ
ลป์
ไทย” โดยชี
้
ว่
า “ท่
ารํ
าต่
าง ๆ ของ