172
ในวารสารธรรมศาสตร์
แปลโดยฉั
ตรสุ
มาลย์
กบิ
ลสิ
งห์
กล่
าวถึ
ง ศิ
ลปะมอญ – เขมรและ
สถาปั
ตยกรรมของไทยได้
รั
บอิ
ทธิ
พลอย่
างชั
ดเจนจากศิ
ลปะของปาละแห่
งแคว้
น เบงกอล โดยมี
หลั
กฐานที่
น่
าสนใจคื
อ ภาพแกะสลั
กที่
ประสาทหิ
นพิ
มาย ซึ
่
งตกแต่
งอย่
างงดงามด้
วยภาพแกะสลั
ก
ลวดลายบางแห่
งแทบจะถอดแบบมาจากลวดลายประดั
บของพวกปาละที่
เมื
องกอร์
ในแคว้
นเบงกอล
ราวพุ
ทธศตวรรษที่
15 ลวดลายบนกํ
าแพงประสาทที่
พิ
มายเป็
นเรื่
องราวจาก รามายณะ ซึ
่
งใช้
กั
น
มากตามวั
ดต่
างๆ ในเบงกอลสมั
ยกลาง ภาพแกะสลั
กที่
หั
กพั
งลงแล้
วบางตอนแสดงถึ
งการสู
้
รบ
ระหว่
างพระรามและราวั
ณ (ทศกรรฐ์
) เป็
นภาพเดี
ยวกั
นกั
บที่
พบในโบสถ์
ของ เบงกอลและเขมร
แสดงให้
เห็
นการรั
บอารยธรรมอิ
นเดี
ยเข้
ามาปรั
บใช้
เมื่
อมี
การพั
ฒนาศิ
ลปะการแสดงจากภาพศิ
ลา
จํ
าหลั
กที่
ปรากฏในประเทศไทย หรื
อกั
มพู
ชาในยุ
คนี
้
ก็
แสดงให้
เห็
นชั
ดเจนว่
าศิ
ลปะการแสดงที่
พั
ฒนาขึ
้
นนั
้
นมี
พื
้
นฐานของการผสมผสานวั
ฒนธรรมที่
เป็
นอิ
ทธิ
พลของศาสนาพราหมณ์
มานานแล้
ว
นอกจากนี
้
ไมเคิ
ลไรท์
(2532 : 85) เสนอว่
า นาฏศิ
ลป์
ดนตรี
ในไทยและกั
มพู
ชามี
กํ
าเนิ
ดมา
จากพระอิ
ศวรลงมาฟ้
อนรํ
าในแคว้
นอิ
นเดี
ยภาคใต้
พระอิ
ศวรลงมาฟ้
อนรํ
าที่
เมื
อง “จิ
ดั
มพรั
ม” ซึ
่
ง
เป็
นเขตที่
มี
ความเก่
าแก่
ก่
อนจะมี
ประติ
มากรรมรู
ป “ศิ
วนาฏราช” สะท้
อนให้
เห็
นกลุ ่
มอารย ั
นที่
ลงมา
ปราบคนพื
้
นเมื
องในแดนทมิ
ฬ แล้
วมี
การสื
บทอดไปสู
่
ดิ
นแดนเอเชี
ยอาคเนย์
ตั
วอย่
างที่
ขุ
นอุ
ปถั
มภ์
นรากรกิ
จมิ
ศิ
ลปิ
นของโนราภาคใต้
ก็
เคยเล่
าตํ
านานว่
า ท่
ารํ
านั
้
นได้
มาจากเทวดา หรื
อตํ
านานฟ้
อนรํ
าที่
เรารั
บมาจากอิ
นเดี
ย บางตํ
านานก็
เล่
าว่
า การฟ้
อนรํ
ามี
ทิ
พย์
กํ
าเนิ
ดมาจากพระอิ
ศวร บางตํ
าราก็
ว่
ามา
จากพระพรหม ในสมั
ยอยุ
ธยาตอนต้
นมี
หลั
กฐานเก่
าแก่
คื
อ ในกฎมณเฑี
ยรบาลกล่
าวว่
าในพระราช
พิ
ธี
อิ
นทราภิ
เษกมี
การเล่
นอย่
างหนึ
่
งเรี
ยกว่
า “ชั
กนาคดึ
กดํ
าบรรพ์
” เป็
นการเล่
นเลี
ยนละครที่
เรี
ยกว่
า
“อมฤมถนะ” แปลว่
า เรื่
องกวนนํ
้
าอมฤต หรื
อ “สมุ
ทรมั
ถนะ” แปลว่
าเรื่
อกวนนํ
้
าทะเลให้
เป็
นทิ
พย์
ในการเล่
นอย่
างนี
้
มี
ผู
้
แสดงแต่
งเป็
นเทวดา อสู
ร และวานร การแสดงแบบนี
้
ถึ
งแม้
จะมี
ลั
กษณะค่
อน
ไปทางโขน ไม่
รํ
าท่
าอย่
างละคร แต่
ก็
มี
ลั
กษณะชวนคิ
ดว่
าเป็
นต้
นเค้
าของละคร กล่
าวคื
อ เป็
นการเล่
น
ที่
มี
การขั
ดแย ้
ง (Conflict) มี
เรื่
องราว การเล่
นอย่
างนี
้
อาจทํ
าให้
ศิ
ลปิ
นที่
เคยรํ
าอย่
างเดี
ยว เกิ
ดการคิ
ด
แต่
งบทแล้
วรํ
าเป็
นเรื่
องราวจนมี
วิ
วั
ฒนาการมาเป็
นการแสดงอย่
างหนึ
่
งที่
เราเรี
ยกว่
า ละคร การแสดง
แบบนี
้
ธนิ
ต อยู
่
โพธิ
์
สั
นนิ
ษฐานไว้
ในหนั
งสื
อ ชื่
อ โขน ว่
า “…บางที
พระมหากษั
ตริ
ย์
ไทยในสมั
ย
โบราณจะได้
แบบแผนมาจากขอม…” โดยให้
เหตุ
ผลว่
าโบราณสถานของขอมเช่
น ที่
นครวั
ด นครธม
มี
ภาพจํ
าหลั
กเรื่
องกวนนํ
้
าอมฤต (ปณิ
ธิ
หุ
่
นแสวง. 2518 : 127 – 129)
หรื
อเรี
ยกว่
า การเกษี
ยรสมุ
ทร
ถื
อเป็
นการสรรเสริ
ญเทพเจ้
าในตํ
านานพราหมณ์
-ฮิ
นดู
ในพิ
ธี
กรรมได้
ปรากฏเหล่
าเทพธิ
ดาที่
คอย
ดู
แลศาสนสถานหรื
อผู
้
รั
บใช้
เทพเจ้
าแห่
งศาสนสถาน และเป็
นเทพแห่
งความดี
งาม มี
ความงดงาม
อ่
อนช้
อย บริ
สุ
ทธิ
์
ผุ
ดผ่
อง สิ
่
งที่
สะท้
อนรู
ปแบบวั
ฒนธรรมการแต่
งกายของสตรี
ในราชสํ
านั
กขอม
ชาวกั
มพู
ชาเรี
ยกว่
า “อั
ปสรา” ที่
มาของคํ
าว่
า “อั
ปสร” ซึ
่
งคนไทยเรี
ยกว่
า “อั
ปสร” ในปี
พ.ศ. 2544