Page 186 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

168
คล้
ายกั
บนิ
ทานต้
นกํ
าเนิ
ดของราชวงศ์
ปั
ลลวะของอิ
นเดี
ยใต้
นอกจากนี
สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ ย ั
งเสนอ
นิ
ทานที่
เกี่
ยวกั
บความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างชาวพื
นบ้
านกั
บกลุ ่
มคนที่
อยู
นอกพื
นที่
เอเชี
ยอาคเนย์
โดยอ้
าง
จากเอกสารจี
นบั
นทึ
กนิ
ทานเกี่
ยวกั
บพระราชาองค์
แรกของแคว้
นฟู
นั
นว่
า บุ
คคลผู
หนึ
งมี
ชื่
อตาม
บั
นทึ
กจี
นว่
า “ฮุ
นเถี
ยน” อาจเป็
นชาวอิ
นเดี
ยหรื
อชาวมลายู
หรื
อชาวเกาะในทะเลทางทิ
ศใต้
คื
นหนึ
ฝั
นว่
า เทวดาประจํ
าตระกู
ลมอบศรให้
แล้
วสั
งให้
ลงเรื
อไปดิ
นแดนแห่
งหนึ
ง ครั
นตอนเช้
าพบศรวาง
อยู
โคนต้
นไม้
ในเทวาลั
ย โกณฑิ
นยะจึ
งลงเรื
อเดิ
นทางมาถึ
งดิ
นแดนแห่
งหนึ
งที่
ภายหลั
งเป็
นแคว้
ฟู
นั
น ดิ
นแดนแห่
งนี
มี
ผู
ครอบครองเป็
นนางพญา ตามบั
นทึ
กจี
นเรี
ยกว่
า “หลิ
วเหย่
” หมายถึ
ง นาง (ที่
นุ ่
งห่
ม) ใบมะพร้
าว นางพญาหลิ
วเหย่
เกณฑ์
บริ
วารยกกองเรื
อออกหมายจะปราบปรามผู
รุ
กราน แต่
โกณฑิ
นยะแผลงศรไปทะลุ
เรื
อนางพญาหลิ
วเหย่
เสี
ยก่
อน นางพญาสู
ไม่
ได้
จึ
งต้
องยอมอ่
อนน้
อม
แล้
วตกเป็
นเมี
ยของโกณฑิ
นยะ ขณะนั
นนางพญาหลิ
วเหย่
ไม่
ได้
สวมเสื
อผ้
าเพราะนุ ่
งห่
มใบมะพร้
าว
โกณฑิ
นยะจึ
งพั
บผ้
าของตนแล้
วสวมศี
รษะให้
นางพญาต่
อจากนั
นโกณฑิ
นยะก็
ขึ
นปกครองกษั
ตริ
ย์
แล้
วสื
บเชื
อสายเป็
นต้
นราชวงศ์
เขมรต่
อๆ มา นิ
ทานเรื่
องนางพญาหลิ
วเหย่
กั
บโกณฑิ
ญยะนี
อยู
ใน
จารึ
กภาษาสั
นสกฤตของแคว้
นจามปา และเชื่
อว่
าดั
ดแปลงมาจากนิ
ยายพื
นบ้
านของอิ
นเดี
ย (สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ. 2535 : 208 – 216 )
เมื่
อพิ
จารณาบรรพบุ
รุ
ษเขมรเกี่
ยวกั
บคนพื
นเมื
องผสมต่
างชาติ
ดั
งรายละเอี
ยดที่
กล่
าว
ไปแล้
ว สาระสํ
าคั
ญอยู
ที่
สั
ญลั
กษณ์
ในนิ
ทานที่
ระบุ
กลุ
มชน 2 กลุ
ม คื
อคนพื
นเมื
องกั
บชาวต่
างชาติ
ชาวต่
างชาติ
คื
อ กลุ ่
มพราหมณ์
โกณฑิ
นยะ ซึ
งที่
จริ
งอาจเป็
นพ่
อค้
าอิ
นเดี
ยที่
เดิ
นทางเสี่
ยงโชคมา
แลกเปลี่
ยนสิ
นค้
า แล้
วนํ
าเอาศิ
ลปะวิ
ทยาการจากอิ
นเดี
ยมาเผยแพร่
และแต่
งงานกั
บคนพื
นเมื
อง
หรื
อนางพญาพื
นเมื
องจนสื
บเป็
นกษั
ตริ
ย์
ครองเมื
องเขมรก็
ได้
จะสั
งเกตว่
าเนื
อเรื่
องมั
กคล้
ายคลึ
งกั
นิ
ทานกํ
าเนิ
ดราชวงศ์
ปั
ลลวะในอิ
นเดี
ยใต้
ที่
มี
อิ
ทธิ
พลสู
งต่
อศิ
ลปะวิ
ทยาการในเขมรและบ้
านเมื
อง
ใกล้
เคี
ยง ส่
วนคนพื
นเมื
องคื
อ กลุ
มที่
มี
นางพญาหลิ ่
วเหย่
เป็
นหั
วหน้
า สะท้
อนให้
เห็
นลั
กษณะ
วั
ฒนธรรมดั
งเดิ
มของผู
คนในภู
มิ
ภาคนี
ที่
ให้
ความสํ
าคั
ญแก่
ผู
หญิ
งหรื
อการสื
บเชื
อสายทางฝ่
ายหญิ
โดยเฉพาะการให้
ฝ่
ายชายไปอยู
กั
บครอบครั
วฝ่
ายหญิ
งหลั
งการแต่
งงาน อั
นเป็
นประเพณี
ที่
ย ั
งคงมี
อยู
ในดิ
นแดนแถบนี
นั
บเป็
นลั
กษณะพิ
เศษของเอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
ส่
วนอาณาจั
กรจามปาในเอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
นั
นพั
ฒนาจากอาณาจั
กรลิ
นยี่
เข้
าสู
สมั
ประวั
ติ
ศาสตร์
ในราวต้
นพุ
ทธศตวรรษที่
8 จากจดหมายเหตุ
จี
นกล่
าวว่
า อาณาจั
กรนี
คงตั
งขึ
นโดยมี
ขุ
นนางชาวพื
นเมื
องในราว พ.ศ. 735 นั
บถื
อผี
สางเทวดา เชื่
อผี
บรรพบุ
รุ
ษ เชื่
อเรื่
องนาคผู
ปกป้
อง
รั
กษาสระนํ
า การจั
ดการนํ
าและมี
ภู
มิ
รู
ในการทอผ้
า ในจารึ
กพุ
ทธศตวรรษที่
14–15 ปรากฎเรื่
องราว
ของฤาษี
ตั
งเมื
อง ซึ
งมี
หลั
กฐานในมหากาพย์
มหาภารตะว่
าเป็
นต้
นวงศ์
ของราชวงศ์
ภารตะแห่
อาณาจั
กรจามปา คํ
าว่
า “จามปา” มาจากคํ
าว่
า “จาม” (สุ
ภั
ทรดิ
ศ ดิ
ศกุ
ล. หม่
อมเจ้
า. 2535 : 118–119)