Page 185 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

167
เคลื่
อนไหวย ้
ายหลั
กแหล่
งไปมา เพื่
อหาบริ
เวณที่
มี
แร่
ธาตุ
และทรั
พยากรอุ
ดมสมบู
รณ์
เช่
น เหล็
กและ
เกลื
อ แหล่
งที่
มี
เหล็
กและเกลื
ออยู
มาก คื
อบริ
เวณรอบ ๆ ทุ
งกุ
ลาร้
องไห้
ในเขตอี
สานใต้
จึ
งมี
ผู
คน
จากที่
อื่
นเคลื่
อนย ้
ายเข้
าไปตั
งถิ ่
นฐานถาวรเพื่
อถลุ
งเหล็
กและเกลื
อ เป็
นเหตุ
ให้
มี
ประชากรเผ่
าพั
นธุ
ต่
าง ๆ หนาแน่
นกว่
าเดิ
ม ในจํ
านวนนี
มี
ผู
พู
ดภาษาตระกู
ลไทย-ลาวจํ
านวนหนึ
ง เคลื่
อนย ้
ายมาจาก
ดิ
นแดนทางทิ
ศตะวั
นออกบริ
เวณตอนใต้
ของจี
นเข้
ามา เหล็
กเป็
นโละสํ
าคั
ญที่
กระตุ
นให้
เกิ
ดการ
คมนาคมแลกเปลี่
ยนค้
าขายทั ่
วภู
มิ
ภาค จนมี
การรวมตั
วกั
นสร้
างบ้
านแปลงเมื
องจนรุ
งเรื
องเป็
น “รั
ฐ”
เช่
น รั
ฐพิ
มาย (นครราชสี
มา) รั
ฐละโว้
(ลพบุ
รี
) รวมถึ
งรั
ฐสุ
โขทั
ย ที่
มี
หลั
กฐานเป็
นชุ
มชนถลุ
งโลหะ
โดยเฉพาะเหล็
ก ตั
งแต่
ยุ
คนี
เมื่
อราว 3,000 ปี
มาแล้
ว (สุ
จิ
ตต์
วงศ์
เทศ.
2547
: 46 – 47)
อิ
ทธิ
พลทางด้
านศิ
ลปกรรมขอมในประเทศไทยและกั
มพู
ชาได้
รั
บอิ
ทธิ
พลจากศาสนา
ฮิ
นดู
และพุ
ทธศาสนา เช่
น มี
การประดิ
ษฐานเทวรู
ปตามแบบลั
ทธิ
ฮิ
นดู
ขึ
นบนภู
เขาธรรมชาติ
หรื
ภู
เขาจํ
าลอง เทวรู
ปของพระเจ้
าดั
งกล่
าวเกี่
ยวข้
องกั
บองค์
พระมหากษั
ตริ
ย์
อย่
างใกล้
ชิ
ด มี
การค้
นพบ
เทวรู
ปต่
าง ๆ เช่
น เทวรู
ปสวมหมวก ย ั
งเป็
นพื
นที่
ทางผ่
านจากอิ
นเดี
ยไปจี
น ขอม จามปา จากเทวรู
ที่
พบแสดงให้
เห็
นอิ
ทธิ
พลของศิ
ลปะราชวงศ์
ปั
ลลวะประมาณพุ
ทธศตวรรษที่
11 – 13 อยู
ทาง
ตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
ของอิ
นเดี
ย และนั
บถื
อลั
ทธิ
พราหมณ์
ส่
วนศิ
ลปะที่
ได้
รั
บอิ
ทธิ
พลจากพุ
ทธศาสนา
หลั
กฐานแรกที่
ค้
นพบ คื
อ พระพุ
ทธรู
ปรุ
นแรก ซึ
งคล้
ายกั
บศิ
ลปะอมราวดี
เจริ
ญทางภาคตะวั
นออก
เฉี
ยงใต้
ของอิ
นเดี
ย เป็
นพระพุ
ทธรู
ปยื
นห่
มเฉี
ยง เปิ
ดบ่
าขวา จี
วรเป็
นริ
ว รอยจี
วรหนา หั
ตถ์
ขวาเป็
ปางแสดงธรรม หั
ตถ์
ซ้
ายยึ
ดชายจี
วรเป็
นพระที่
ชาวเรื
อนั
บถื
อ และชาวเรื
ออิ
นเดี
ยเป็
นผู
นํ
าเข้
ามา
นอกจากนี
ย ั
งพบพระพุ
ทธรู
ปแบบอมราวดี
ในที่
ต่
าง ๆ เช่
น นครราชสี
มา และพบศิ
ลปะสมั
ยคุ
ปตะ
ซึ
งจั
ดว่
างามที่
สุ
ดเป็
นต้
นเค้
าพระพุ
ทธรู
ปสมั
ยทวาราวดี
อายุ
ราวพุ
ทธศตวรรษที่
12 -16 นั
บเป็
นสมั
ประวั
ติ
ศาสตร์
แรกสุ
ดในไทย ส่
วนทางเหนื
อของไทยพบพระเชี
ยงแสนคล้
ายสมั
ยปาละ อายุ
ราว
พุ
ทธศตวรรษที่
16 ส่
วนทางใต้
ของไทยได้
รั
บอิ
ทธิ
พลปาละเข้
ามาเป็
นศิ
ลปะศรี
วิ
ชั
ย จิ
ตรกรรมใน
ยุ
คแรกเริ
มของเอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
นั
นจํ
าลองมาจากอิ
นเดี
ยอย่
างเห็
นได้
ชั
ด ในเวลาต่
อมาก็
นิ
ยม
ใช้
ศิ
ลปะพื
นเมื
องผสมผสานเข้
าไปด้
วยจนกลายเป็
นลั
กษณะของตนเอง แต่
ก็
ย ั
งมี
เค้
าเดิ
มของอิ
นเดี
อยู
บ้
าง ทางด้
านสถาปั
ตยกรรมได้
มี
การสร้
างศาสนสถาน เช่
น วั
ดโบสถ์
และวิ
หารเลี
ยนแบบ
สถาปั
ตยกรรมอิ
นเดี
ย เช่
น ปราสาทนครวั
ดในเขมร เจดี
ย์
โบโรบู
ดู
ร์
หรื
อบุ
โรพุ
ทโธในเกาะชวา
เป็
นต้
จากจารึ
กปราสาทปั
กษี
จํ
ากรงเมื่
อพุ
ทธศตวรรษที่
15 (หลั
ง พ.ศ. 1400) กล่
าวถึ
งกํ
าเนิ
ของราชตระกู
ลกั
มพู
ชาว่
า สื
บเชื
อสายมาจากพระฤาษี
“กั
มพุ
สวาย ั
มภู
วะ” (ซึ
งเป็
นผู
ให้
นามแก่
ชาว
กั
มพุ
ช) กั
บนางอั
ปสร “เมรา” ซึ
งพระอิ
ศวรได้
ประทานให้
พระฤาษี
จะสั
งเกตเห็
นว่
าชื่
อฤาษี
เกี่
ยวข้
องกั
บชื่
อ “กั
มพู
ชา” และชื่
อนาง “อั
ปสร” เกี่
ยวข้
องกั
บ “เขมร” หรื
อ “แขมร์
” นิ
ทานเรื่
องนี