90
ประเทศไทยในเขตจั
งหวั
ดลพบุ
รี
ซึ
่
งแสดงให้
เห็
นถึ
งการแพร่
กระจายทางวั
ฒนธรรมอย่
างกว้
างขวาง
ในสมั
ยนี
้
ในศิ
ลปะแบบนครวั
ด พุ
ทธศตวรรษที่
17 ปราสาทที่
สํ
าคั
ญที่
สุ
ด ได้
แก่
ปราสาท
หิ
นพิ
มาย อํ
าเภอพิ
มาย จั
งหวั
ดนครราชสี
มา ปราสาทพนมรุ
้
ง อํ
าเภอนางรอง จั
งหวั
ดบุ
รี
รั
มย์
และ
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
อํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
ภาพสลั
กมี
ทั
้
งเรื่
องราวในคติ
พุ
ทธมหายานและ
เรื่
องราวในคติ
ฮิ
นดู
รวมทั
้
งเรื่
องรามายณะและมหาภารตะในมหากาพย์
อิ
นเดี
ยด้
วย สํ
าหรั
บศิ
ลปะ
แบบบายนอั
นเป็
นศิ
ลปะซึ
่
งได้
รั
บอิ
ทธิ
พลจากประเทศกั
มพู
ชา แบบสุ
ดท้
ายที่
พบในประเทศไทยราว
พุ
ทธศตวรรษที่
18 ตรงกั
บสมั
ยของพระเจ้
าชั
ยวรมั
นที่
7 (1724 – 1766) แห่
งประเทศกั
มพู
ชา
ปรากฏแพร่
หลายเป็
นอย่
างมาก โดยเฉพาะในภาคตะวั
นออกเฉี
ยงเหนื
อ ซึ
่
งชาวบ้
านมั
กเรี
ยก
โบราณสถานเหล่
านี
้
ว่
า “กู
่
” ล้
วนแต่
อยู
่
ในยุ
คศิ
ลปะแบบบายนทั
้
งสิ
้
น
3.
ประติ
มาณวิ
ทยาภาพสลั
กเล่
าเรื่
องทั
บหลั
งปราสาทศี
ขรภู
มิ
โบราณสถานต่
างๆ ที่
ปรากฏอยู
่
ในอี
สานใต้
ปราสาทศี
ขรภู
มิ
ซึ
่
งตั
้
งอยู
่
ในอํ
าเภอศี
ขร
ภู
มิ
จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
เป็
นศาสนสถานที่
สร้
างขึ
้
นในศาสนาพราหมณ์
โดยมี
ศิ
ลาทั
บหลั
งที่
มี
ความ
สมบู
รณ์
และมี
ฝี
มื
อแกะสลั
กลวดลายที่
ปราณี
ตสวยงาม ซึ
่
งสมมาตร์
ผลเกิ
ด (2537 : 105 – 111) ได้
ศึ
กษาวิ
จั
ยประติ
มาณวิ
ทยาทั
บหลั
งปราสาทแห่
งนี
้
โดยกล่
าวถึ
งศิ
ลาทั
บหลั
งแห่
งนี
้
ว่
าเป็
นกึ
่
งกลางทั
บ
หลั
งจํ
าหลั
กเป็
นรู
ปบุ
คคลขนาดใหญ่
มี
10 กร แสดงอาการกํ
าลั
งฟ้
อนรํ
าเหนื
อหงส์
แบก 3 ตั
ว ซึ
่
ง
ยื
นอยู
่
เหนื
อหน้
ากาล และได้
อธิ
บายถึ
งเรื่
องราวภาพสลั
กทั
บหลั
งปราสาทศี
ขรภู
มิ
สรุ
ปได้
ดั
งนี
้
เมื่
อพิ
จารณาลั
กษณะการแต่
งกายของบุ
คคลจะเห็
นว่
าเป็
นรู
ปบุ
รุ
ษนุ
่
งผ้
าโจงกระเบน
สั
้
น (Sambat) ใบหน้
าอมยิ
้
มเล็
กน้
อยแสดงความเมตตากรุ
ณา สวมกะบั
งหน้
าและชฎามงกุ
ฎ (Jata
mukuta) มี
พู
่
และดอกไม้
ประดั
บ สวมตุ
้
มหู
และกรองศอรู
ปสามเหลี่
ยมขนาดใหญ่
ประดั
บด้
วยลาย
เพชรพลอย ซึ
่
งจากรู
ปร่
างลั
กษณะหน้
าที่
และเครื่
องแต่
งกายที่
ได้
รั
บการประดั
บตกแต่
งอย่
างวิ
จิ
ตร
บรรจง แสดงให้
เห็
นว่
าบุ
รุ
ษดั
งกล่
าวน่
าจะเป็
นบุ
คคลชั
้
นสู
งหรื
อเทพสํ
าคั
ญที่
สุ
ดในบรรดารู
ปบุ
คคล
ที่
ปรากฏทั
้
งหมด และจากอากั
ปกริ
ยาของบุ
รุ
ษที่
กํ
าลั
งฟ้
อนรํ
าน่
าจะหมายถึ
งการฟ้
อนรํ
าของพระศิ
วะ
หรื
อที่
เรี
ยกว่
า “ศิ
วนาฏราช” เรื่
องราวที่
เกี่
ยวกั
บการฟ้
อนรํ
าของพระศิ
วะนี
้
ในคั
มภี
ร์
ไศวะกามะและ
ในหนั
งสื
อภารตนาฏยศาสตร์
ซึ
่
งเป็
นตํ
าราของศิ
ลปะแห่
งการฟ้
อนรํ
าอยู
่
ในอิ
นเดี
ยโบราณได้
กล่
าวถึ
งท่
ารํ
าของพระศิ
วะ 108 ท่
าและท่
ารํ
าทั
้
ง 108 ท่
านี
้
มี
ปรากฏที่
Nataraja Temple ที่
จิ
ดั
มพรั
หม
(Chidambara) สํ
าหรั
บท่
าที่
นิ
ยมและพบบ่
อยที่
สุ
ดคื
อ “นาฏราช”
ศิ
วนาฏราชเป็
นประติ
มากรรมสํ
าคั
ญที่
สุ
ดในศาสนาพราหมณ์
ลั
ทธิ
ไศวะนิ
กาย ซึ
่
งนั
บ
ถื
อพระอิ
ศวรเป็
นใหญ่
เพราะถื
อว่
าการฟ้
อนรํ
าของพระอิ
ศวรนั
้
นเป็
นทั
้
งการสร้
างและการทํ
าลาย
โลกพร้
อมกั
นไปในตั
ว กล่
าวคื
อ ถ้
าพระองค์
ทรงฟ้
อนรํ
าในจั
งหวะที่
พอดี
โลกก็
จะอยู
่
เย็
นเป็
นสุ
ข