Page 103 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

85
พระหั
ตถ์
ด้
านขวาหงายอยู
ในระดั
บสะโพก อาจทรงดอกบั
วหรื
อวงกลมสั
ญลั
กษณ์
แห่
งโลก พระรู
ทั
งสองละม้
ายคล้
ายคลึ
งกั
น ทรงพระกุ
ณฑลและทองกร แต่
พระอุ
ระว่
างเปล่
พระวิ
ษณุ
อี
กองค์
หนึ
งสู
งกว่
า 6 ฟุ
ต จากตะกั ่
วป่
าเป็
นรู
ปปั
นตามคติ
พราหมณ์
ที่
น่
าสนใจ
อี
กองค์
หนึ
งค้
นพบที่
เชิ
งเขาใกล้
ปากแม่
นํ
าตะกั ่
วป่
า ในตอนแรกที่
พบนั
นแตกหั
กเป็
นหลายชิ
น แต่
ถู
กเก็
บเข้
าประติ
ดประต่
อกั
นจนเป็
นองค์
พระกรและพระพั
กตร์
ส่
วนใหญ่
ชํ
ารุ
ด แต่
โดยทั
งหมดแล้
ก็
ย ั
งเป็
นประติ
มากรรมที่
สํ
าคั
ญมากในประเทศไทย ดู
ปอง ให้
แนวความคิ
ดว่
า รู
ปพระวิ
ษณุ
แสดง
ถึ
งอิ
ทธิ
พลได้
รั
บจากศิ
ลปะสมั
ยปาละ ซึ
งมาจากอิ
นเดี
ยตอนใต้
ติ
ดต่
อกั
นโดยผ่
านทางพ่
อค้
าชาวเรื
ซึ
งเดิ
นทางไปมาระหว่
างอิ
นเดี
ยและคาบสมุ
ทรของไทย มี
รู
ปปั
นจํ
านวนไม่
น้
อยที่
พบในบริ
เวณคอ
คอดของประเทศไทย ทั
งที่
จั
งหวั
ดเพชรบุ
รี
และที่
บริ
เวณทุ
งศรี
มหาโพธิ
ในจั
งหวั
ดปราจี
นบุ
รี
ซึ
อยู
ตอนกลางของประเทศไทย
มี
โบราณสถานอี
กแห่
งหนึ
งที่
ศรี
เทพ ซึ
งอยู
ทางด้
านลํ
านํ
าป่
าสั
ก ตอนกลางของประเทศ
ไทยมี
อนุ
สาวรี
ย์
ที่
น่
าสนใจของชาวอิ
นเดี
ยเข้
าไปตั
งรกรากอยู
ในตอนเริ
มแรก มี
จารึ
กภาษาสั
นสกฤต
โดยใช้
อั
กษร ครนถ์
(คุ
ปตะพราหมี
) ซึ
งเป็
นอั
กษรที่
ใช้
กั
นในสมั
ยพุ
ทธศตวรรษที่
11 เมื
องโบราณ
แห่
งนี
มี
เนื
อที่
มากกว่
าหนึ
งตารางไมล์
มี
คู
นํ
าล้
อมรอบ และมี
ประตู
ทางเข้
า 6 ประตู
ตรงกลางมี
วั
อยู
4 แห่
ง มี
โครงสร้
างที่
มี
ลานยื่
นออกมาหลงเหลื
อเป็
นหลั
กฐานอยู
รายละเอี
ยดเกี่
ยวกั
บความ
เป็
นมาของสิ
งก่
อสร้
างเหล่
านี
ศึ
กษาได้
จากรู
ปสลั
กหิ
นที่
ชํ
ารุ
ดจากเมื
องศรี
เทพ ที่
ปั
จจุ
บั
นเก็
บรั
กษา
ไว้
ที่
พิ
พิ
ธภั
ณฑ์
จั
งหวั
ดอยุ
ธยา เทคนิ
คการสลั
กและรู
ปแบบของวั
ตถุ
เหล่
านี
ไม่
เหมื
อนกั
ประติ
มากรรมของเขมร และไม่
เหมื
อนประติ
มากรรมอื่
นๆ เพราะไม่
มี
เครื่
องประดั
บที่
หู
คอ หรื
แม้
กระทั ่
งที่
เอว ส่
วนที่
มื
อ และเท้
าชํ
ารุ
ดไป จึ
งน่
าจะทํ
าความเข้
าใจได้
ว่
าวั
ตถุ
เหล่
านี
มี
รากฐานของ
พราหมณ์
แต่
ต่
อมาสถานที่
นี
พวกเขมรได้
ดั
ดแปลงไปใช้
เป็
นเทวสถานหรื
อวั
ดเพื่
อการประกอบ
พิ
ธี
กรรม
ประติ
มากรรมที่
ศรี
เทพมี
เรื่
องที่
น่
าสนใจอยู
หลายประการ บางรู
ปเป็
นลํ
าตั
วของย ั
กษิ
ณี
มี
2 องค์
เป็
นรู
ปไตรภั
งค์
ทรงมาลาทรงกระบอก และมี
วั
ว นั
นทิ
ที่
ชํ
ารุ
ด นอกจากนั
นก็
มี
รู
ปทวารบาล
ตามแบบเขมร ซึ
งแตกต่
างไปมากจากรู
ปอื่
นๆ ที่
กล่
าวแล้
วข้
างต้
น แสดงว่
าพวกเขมรได้
เข้
ามามี
บทบาทใช้
สถานที่
นี
ในสมั
ยต่
อมา ส่
วนรู
ปอื่
นๆ นั
น เนื่
องจากชํ
ารุ
ดมาก ไม่
มี
สั
ญลั
กษณ์
หรื
เครื่
องประดั
บเหลื
ออยู
ทํ
าให้
เป็
นการยากที่
จะระบุ
ชั
ดเจนลงไป แต่
สั
งเกตจากรู
ปร่
างโดยทั
วไป
เช่
น รู
ปขา คอที่
ค่
อนข้
างหนาทั
งรู
ปไตรภั
งค์
และรู
ปอื่
นๆ พอจะบอกได้
ว่
าเป็
นของพราหมณ์
รู
ย ั
กษิ
ณี
นั
นเป็
นประติ
มากรรมเด่
นที่
แสดงให้
เห็
นถึ
งเทคนิ
คขั
นสู
ง ศาสตราจารย์
เซเดส์
เข้
าใจว่
ศิ
ลปะที่
ปรากฏอยู
นั
นใกล้
เคี
ยงกั
บศิ
ลปะสมั
ยคุ
ปตะมาก แต่
การศึ
กษาตั
วอั
กษรที่
ปรากฏในหลั
กฐาน
ที่
เมื
องศรี
เทพแสดงว่
าได้
รั
บอิ
ทธิ
พลจากอิ
นเดี
ยตอนใต้
ศิ
ลปะแห่
งเมื
องศรี
เทพอาจแสดงถึ
งระยะ