83
ชั
ดเจนถึ
งการเคารพบู
ชาพระศิ
วะที่
เทวสถานนั
้
น มี
ภาพแกะสลั
กของพราหมณ์
จํ
านวนมากทั
้
งใน
พระสถู
ปและกํ
าแพงด้
านนอก เทวสถานของพระวิ
ษณุ
เดิ
มซึ
่
งปั
จจุ
บั
นเรี
ยกศาลพระกาฬนั
้
นเป็
น
สถาปั
ตยกรรมสมั
ยพุ
ทธศตวรรษที่
13 อยู
่
เบื
้
องหลั
งวั
ดซึ
่
งสร้
างขึ
้
นใหม่
ในพุ
ทธศตวรรษที่
23
วิ
วั
ฒนาการที่
น่
าสนใจในด้
านสถาปั
ตยกรรมการสร้
างวั
ดของไทย คื
อ วั
ดหลายแห่
งเดิ
ม
เป็
นเทวสถานของลั
ทธิ
ไศวะ (ผู
้
นั
บถื
อพระศิ
วะ) หรื
อลั
ทธิ
ไวศณวะ (นั
บถื
อพระวิ
ษณุ
) แต่
ภายหลั
ง
ถู
กดั
ดแปลงใช้
เป็
นวั
ดพุ
ทธไปเสี
ย พระปรางค์
สามยอดเป็
นหลั
กฐานแห่
งหนึ
่
งที่
น่
าศึ
กษา เพราะมี
โครงสร้
างเป็
นแบบพราหมณ์
แต่
ภายหลั
งถู
กดั
ดแปลงเป็
นแบบองพุ
ทธไป เมื่
อมองเผิ
นๆ ก็
อาจ
เห็
นชั
ดว่
า พระปรางค์
องค์
กลางมี
ขนาดใหญ่
กว่
า 2 องค์
ข้
างๆ พระปรางค์
ทั
้
งสามองค์
หั
นไปทาง
ทิ
ศตะวั
นออก มี
ทางติ
ดต่
อถึ
งกั
นจากด้
านเหนื
อไปใต้
ตั
วพระปรางค์
สร้
างด้
วยหิ
นซึ
่
งมั
กใช้
เป็
น
ประตู
หรื
อทางเดิ
น ส่
วนลวดลายนั
้
น เลอเมย์
อธิ
บายว่
า “ไม่
ใช่
ศิ
ลปะพุ
ทธแน่
นอน การสร้
างพระ
ปรางค์
สามยอดเรี
ยงกั
นเช่
นนี
้
ทํ
าให้
นึ
กถึ
ง ตรี
มู
รติ
ของพราหมณ์
ซึ
่
งได้
แก่
พระพรหม พระศิ
วะ
และพระวิ
ษณุ
” รู
ปสลั
กที่
อยู
่
บนพระปรางค์
เป็
นรู
ปคนไว้
หนวดถื
อกระบอง แสดงให้
เห็
นว่
า
สถาปั
ตยกรรมนี
้
เดิ
มเป็
นของลั
ทธิ
พราหมณ์
นอกจากนั
้
นย ั
งมี
ร่
องรอยของ สนานโทรนิ
เก่
าแก่
เป็
น
หลั
กฐานยื
นย ั
นเพิ ่
มเติ
มอี
ก สถาปั
ตยกรรมของลั
ทธิ
ไวศณวะอื่
น เช่
น พระปรางค์
แขก ลั
กษณะเป็
น
พระปรางค์
สามยอดเช่
นกั
น แต่
ไม่
มี
ทางเดิ
นติ
ดต่
อถึ
งกั
น พระปรางค์
สองข้
างมี
ขนาดย่
อมกว่
าพระ
ปรางค์
องค์
กลาง นอกจากนั
้
นก็
ย ั
งมี
สถานที่
ที่
น่
าศึ
กษาอี
กเช่
นที่
ศาลสู
ง เป็
นต้
น
วั
ดบางวั
ดที่
สุ
โขทั
ยซึ
่
งอยู
่
ตอนกลางของประเทศไทย เช่
น วั
ดพระพายหลวง และวั
ดศรี
สวายซึ
่
งอยู
่
ในตั
วเมื
องสุ
โขทั
ยเก่
า สร้
างขึ
้
นใช้
เป็
นเทวสถานตามคติ
พราหมณ์
แต่
ถู
กดั
ดแปลงเป็
นวั
ด
ในพุ
ทธศาสนาเมื่
อคนไทยเข้
ามาครอบครอง โดยมี
หลั
กฐานจากแผนผั
งการสร้
างวั
ด และมี
ลวดลาย
แกะสลั
กบนฝาผนั
งที่
หลงเหลื
ออยู ่
อี
กแห่
งหนึ
่
งคื
อวั
ดกํ
าแพงหลวง ที่
จั
งหวั
ดราชบุ
รี
ก็
มี
รากฐานเดิ
ม
มาจากพราหมณ์
สั
งเกตได้
จากผั
งวั
ดและรู
ปปั
้
น ทวารบาล (ทหารเฝ้
าประตู
) รวมทั
้
งรู
ปพระวิ
ษณุ
ทรง
ครุ
ฑ แต่
ต่
อมาภายหลั
งวั
ดนี
้
ก็
ถู
กดั
ดแปลงไปใช้
ในพุ
ทธศาสนาเช่
นกั
น
ในตอนกลางของประเทศไทยมี
อาคารอยู
่
3 แห่
ง แห่
งหนึ
่
งมี
รู
ปหล่
อทองเหลื
องขนาด
ใหญ่
ถึ
ง 15 องค์
รู
ปที่
เด่
นที่
สุ
ดคื
อ มหาเทพ (ศิ
วะ) มี
ความสู
งถึ
ง 9 ฟุ
ต นอกจากนั
้
นย ั
งมี
รู
ปพระ
ศิ
วะขนาดเล็
ก พร้
อมทั
้
งรู
ปหล่
อของพระนางปารวตี
ปั
ทมา พระวิ
ษณุ
และพระพรหม มี
ศาลาแยก
ออกไปต่
างหาก เป็
นที่
ถวายสั
กการะแก่
พระพิ
ฆเรศวร มี
รู
ปปั
้
นมหาเทพอี
ก 4 รู
ปเช่
นกั
น ศาลาที่
3
คงจะเป็
นที่
สั
กการะลึ
งค์
มี
รู
ปลึ
งค์
ขนาดใหญ่
อยู
่
ตรงกลาง ห้
อมล้
อมด้
วยรู
ปทองเหลื
องอี
กประมาณ
40 – 50 รู
ป เช่
นรู
ปพระศิ
วะ พระพิ
ฆเณศ พระนารายณ์
หนุ
มาน วั
วนั
นทิ
ฯลฯ รู
ปหล่
อเหล่
านี
้
อาจได้
มาจากอิ
นเดี
ยตะวั
นตกในระยะเวลาต่
างกั
น