Page 100 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

82
ปราสาทตาเมี
ยนโตจ อํ
าเภอกาบเชิ
ง ปราสาทเฉนี
ยง และปราสาทช่
างปี่
อํ
าเภอศี
ขรภู
มิ
ประสาท
จอมพระ อํ
าเภอจอมพระ ปราสาทบ้
านปราสาท อํ
าเภอสั
งขะ จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
ปราสาท โคก
ปราสาท อํ
าเภอปะคํ
า ปราสาทน้
อย (กุ
ฎิ
ฤษี
) บ้
านโคกเมื
อง ปราสาทกุ
ฎิ
ฤษี
(หนองบั
วราย)
อํ
าเภอประโคนชั
ย จั
งหวั
ดบุ
รี
รั
มย์
กู
พราหมณ์
จํ
าศี
ล อํ
าเภอประทาย “ปรางค์
บ้
านพลสงคราม”
อํ
าเภอโนนสู
ง และ “ปรางค์
ครบุ
รี
” อํ
าเภอครบุ
รี
จั
งหวั
ดนครราชสี
มา เป็
นต้
สํ
าหรั
บประติ
มากรรมในศิ
ลปะร่
วมแบบบายน ได้
แก่
ประติ
มากรรมจากศาลตาผา
แดง อํ
าเภอเมื
องเก่
า จั
งหวั
ดสุ
โขทั
ย รู
ปพระโพธิ
สั
ตว์
โลเกศวรเปล่
ารั
ศมี
รู
ปพระโพธิ
สั
ตว์
โลเกศวร และรู
ปนางปรั
ชญาปารมิ
ตา จากปราสาทเมื
องสิ
งห์
อํ
าเภอไทรโยค จั
งหวั
ดกาญจนบุ
รี
พระพุ
ทธรู
ปนาคปรก พระรู
ปเหมื
อนของพระเจ้
าชั
ยวรมั
นที่
7 รวมทั
งประติ
มากรรมสั
มฤทธิ
จาก
ปราสาทพิ
มาย อํ
าเภอพิ
มาย จั
งหวั
ดนครราชสี
มา
อิ
ทธิ
พลพราหมณ์
ต่
อศิ
ลปะของไทยยุ
คแรก
อุ
เปนทร ฐากู
ร (2526 ) หั
วหน้
าแผนกประวั
ติ
ศาสตร์
อิ
นเดี
ยโบราณและเอเซี
ยศึ
กษา
มหาวิ
ทยามคธ รั
ฐพิ
หาร ประเทศอิ
นเดี
ย ได้
กล่
าวถึ
งอิ
ทธิ
พลพราหมณ์
ที่
มี
ต่
อศิ
ลปะของไทยยุ
คแรก
ซึ
งแปลโดยฉั
ตรสุ
มาลย์
กบิ
ลสิ
งห์
ในวารสารธรรมศาสตร์
ได้
เสนอว่
ศิ
ลปะมอญ – เขมรและ
สถาปั
ตยกรรมของไทยได้
รั
บอิ
ทธิ
พลอย่
างชั
ดเจนจากศิ
ลปะของปาละแห่
งแคว้
นเบงกอล โดยมี
หลั
กฐาน ภาพแกะสลั
กที่
ประสาทหิ
นพิ
มาย ซึ
ง “ตกแต่
งอย่
างงดงามด้
วยภาพแกะสลั
ก ลวดลาย
บางแห่
งแทบจะถอดแบบมาจากลวดลายประดั
บของพวกปาละที่
เมื
องกอร์
ในแคว้
นเบงกอล ราว
พุ
ทธศตวรรษที่
15” ลวดลายบนกํ
าแพงประสาทที่
พิ
มายเป็
นเรื่
องราวจาก รามายณะ ซึ
งใช้
กั
นมาก
เช่
นกั
นตามวั
ดต่
างๆ ในเบงกอลสมั
ยกลาง ภาพแกะสลั
กที่
หั
กพั
งลงแล้
วบางตอนแสดงถึ
งการสู
รบ
ระหว่
างพระรามและราวั
ณ (ทศกรรฐ์
) เป็
นภาพเดี
ยวกั
นกั
บที่
พบในโบสถ์
ของเบงกอลและเขมร
ศิ
ขรที่
เป็
นหิ
นในสมั
ยเขมรมั
กเป็
นรู
ปใบหมากมี
ยอดแหลม การนํ
าเอา อามลกะ มาใช้
ทํ
ให้
เกิ
ดส่
วนโค้
งขึ
นในยอด ซึ
งเป็
นรู
ปแบบที่
รู
จั
กกั
นดี
พระปรางค์
วั
ดมหาธาตุ
และวั
ดพระปรางค์
สาม
ยอดที่
ลพบุ
รี
สถาปั
ตยกรรมการสร้
างวั
ดโดยนํ
าเอารู
ปแบบศิ
ขรมาใช้
นี
น่
าจะเปลี่
ยนแปลงไปเมื่
ชาวไทยเข้
ามายึ
ดครอบดิ
นแดนแถบนี
ในพุ
ทธศตวรรษที่
19 ศิ
ขรนี
ต่
อมามี
ขนาดแคบเข้
า และสู
เพรี
ยวขึ
นใน 2 – 3 ศตวรรษต่
อมา การศึ
กษาศิ
ขร (ปรางค์
) รู
ปแบบต่
างๆ ในประเทศไทย สามารถ
จะบ่
งบอกได้
ถึ
งสมั
ยของการสร้
างวั
ดด้
วย เช่
นถ้
าพระปรางค์
มี
ฐานกว้
างแสดงว่
าวั
ดนั
นสร้
างมาก่
อน
ในปั
จจุ
บั
นพระปรางค์
หรื
อศิ
ขรในกรุ
งเทพมองดู
คล้
ายศิ
วลึ
งค์
ซึ
งมี
ฐานแคบและยอดสู
งตระหง่
าน
ทํ
าให้
นึ
กถึ
งวั
ดของเขมรที่
มั
กทํ
ายอดศิ
ขรทรงแหลมเช่
นกั
น ที่
เมื
องลพบุ
รี
มี
เทวสถานของพราหมณ์
สถู
ปองค์
กลางเป็
นที่
ประดิ
ษฐานลึ
งค์
(ซึ
งเป็
นเครื่
องหมายถึ
งสั
ญลั
กษณ์
แทนพระศิ
วะ) เป็
นหลั
กฐาน