๘
เป็
นสั
งคมที่
ดํ
ารงชี
วิ
ตแบบง่
าย ๆ ไม่
ซั
บซ้
อน ไม่
พิ
ถี
พิ
ถั
น โลกทั
ศน์
ของชาวอี
สานจะมี
ลั
กษณะเชื่
อในอํ
านาจ
บุ
ญกุ
ศล สตรี
เพศมี
รั
กเดี
ยวใจเดี
ยว การแต่
งงานฝ่
ายชายจะต้
องไปอยู
่
กั
บครอครั
วฝ่
าหญิ
ง การใช้
แรงานฝ่
ายหญิ
ง
ทั
ดเที
ยมกั
บฝ่
ายชาย ยกย่
องอาชี
พข้
าราชกาว่
ามี
เกี
รติ
กว่
าอาชี
พอื่
น
◌ั
ตรยุ
พา สวั
สดิ
์
พงษ์
(๒๒๒
:
๓๓,๑๐๗) สรุ
ปได้
ว่
า วรณกรรมล้
านนามี
๚ ลั
กษณะ ลั
กษณะแร�
วรรณกรรมร้
อยกรอง มี
ค่
าว ซอ กาพย์
โคลง ภาคเหนื
อ เรี
ยก กะโถง กั ่
นโลง หรื
อกระโลง กรรโลง ร่
ายและ
กลบท ลั
กษณะที่
สอง วรรณกรรมร้
อยแก้
วมี
พระธรรมคํ
าสอนในคั
มภี
ร์
เทศน์
ซึ
่
งทางวั
ดใช้
สั
่
งสอนประชาชน
เรี
ยกว่
า ธรรมวั
ตร ตํ
านานบั
นทึ
กจดหมายเหตุ
ต่
าง ๆ วรรณกรรมเกี่
ยวกั
บพิ
ธี
กรรม และจารี
ตประเพณี
ตํ
ารา
ไสยศาสตร์
และโหรศาสตร์
ตํ
ารายาสมุ
นไพร ยากลางบ้
าน และกล่
าวถึ
งวรรณกรรมท้
องถิ
่
น ภาคใต้
ว่
าส่
วน
ใหญ่
นิ
ยมแต่
งเป็
นร้
อยกรอง คํ
าประพั
นธ์
ที่
นิ
ยมาก คื
อ กาพย์
มี
การใช้
โคลง กลอน ฉั
นท์
น้
อยมากเมื่
อ
เที
ยบเคี
ยงกั
บการใช้
กาพย์
เนื
้
อหาของวรรณกรรมแบ่
งไว้
อย่
างละเอี
ยด มี
ตํ
านานประวั
ติ
ศาสตร์
กฏหมาย ตํ
ารา
โหราศาสตร์
พิ
ธี
กรรมและจารี
ตประเพณี
ตํ
ารายากลางบ้
าน ตํ
าราเรี
ยน วรรณกรรมคํ
าสอนและสุ
ภาษิ
ต เป็
นต้
น
ตรี
ศิ
ลป์
บุ
ญขจร (๒๕๒๓
:
( ๖
-
๑๓) ได้
เสนอแนวคิ
ดเกี่
ยวกั
บความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างวรรณกรรม
กั
บสั
งคมว่
า วรรณกรรมเป็
นภาพสะท้
อนของสั
งคม การสะท้
อนสภาพสั
งคมของวรรณกรรมมิ
ได้
เป็
นไปอย่
าง
เอกสารประวั
ติ
ศาสตร์
แต่
เป็
นภาพสะท้
อนประสบการณ์
ของผู
้
เขี
ยนและเหตุ
การณ์
ส่
วนหนึ
่
งของสั
งคม
วรรณกรรมจึ
งมี
ความเป็
นจริ
งของสั
งคมแทรกอยู
่
วรรณกรรมอาจสะท้
อนสั
งคมทั
้
งรู
ปธรรมและนามธรรม
ด้
านรู
ปธรรม หมายถึ
ง เหตุ
การณ์
ทั
่
วไปที่
เกิ
ดขึ
้
นในสั
งคม ตลอดจนความรู
้
สึ
กนึ
กคิ
ดของผู
้
เขี
ยน ดั
งนั
้
น
วรรณกรรมจึ
งเป็
นการตอบสนองทั
้
งทางด้
านการกระทํ
า และความคิ
ดของมนุ
ษย์
ที่
มี
ต่
อสั
งคม
สุ
กั
ญญา สุ
ขฉายา (๒๕๒๓) เขี
ยนสารคดี
วรรณกรรมมุ
ขปาฐะคื
ออระไร โดยกล่
าวถึ
งการศึ
กษา
วิ
เคราะห์
วรรณกรรมพื
้
นบ้
านมุ
ขปาฐะ พบว่
าประวั
ติ
ศาสตร์
การศึ
กษาวิ
เคราะห์
วรรณกรรมเริ ่
มศึ
กษาวิ
เคราะห์
ในราวคริ
สตวรรษที่
๑๙ สมั
ยแรกนิ
ยมวิ
เคราะห์
บทบาทของวรรณกรรม และด้
านโครงสร้
างของวรรณกรรม
ผลการวิ
เคราะห์
สรุ
ปได้
ว่
า ด้
านจุ
ดกํ
าเนิ
ดของตํ
านาน นิ
ทาน และเทพปกรณั
ม ทํ
าให้
เกิ
ดทฤษฏี
ขึ
้
น ๒ ทฤษฏี
คื
อ
ทฤษฏี
เอกกํ
าเนิ
ด และทฤษฏี
พหุ
กํ
าเนิ
ด ด้
านบทบาทวรรณกรรมมุ
ขปาฐะมี
บทบาทต่
อสั
งคมมากมายหลายด้
าน
ได้
แก่
ด้
านความบั
นเทิ
ง เพลิ
ดเพลิ
น ด้
านความรู
้
การศึ
กษา ด้
านการสร้
างความสามั
คคี
ในกลุ
่
มชน เนื
้
อหา มี
เค้
า
เรื่
องมาจากประวั
ติ
ศาสตร์
และพฤติ
กรรมของสั
งคมนั
้
น ๆ
ธวั
ช ปุ
ณโณทก (๒๕๒๕
:
๘ - ๑๓) กล่
าวสรปุ
ได้
ว่
า วรรณกรรมท้
องถิ
่
น หรื
อวรรณกรรมพื
้
นบ้
าน
ชาวท้
องถิ ่
นเป็
นผู
้
สร้
างสรรค์
วรรณกรรม เพื่
ออ่
าน และฟั
ง โดยมี
วั
ดในท้
องถิ ่
นเป็
นศู
นย์
กลาง รู
ปแบบฉั
นท
ลั
กษณ์
เป็
นไปตามความนิ
ยมของท้
องถิ
่
นนั
้
น ๆ ส่
วนเนื
้
อหาสารั
ตถะคติ
นิ
ยมจะเกี่
ยวเนื่
องกั
บพระพุ
ทธศาสนา
เป็
นส่
วนใหญ่
ไม่
ว่
าจะเป็
นวรรณกรรมของภาคอี
สาน ภาคกลาง ภาคเหนื
อ หรื
อภาคใต้
ประโยชน์
จาก
การศึ
กษาวรรณกรรมท้
องถิ
่
นเป็
นข้
อมู
ลส่
วนหนึ
่
งที่
ช่
วยให้
นั
กมนุ
ษยวิ
ทยาเข้
าใจลั
กษณะของสั
งคม ค่
านิ
ยม
ปรั
ชญาชี
วิ
ต และวิ
ถี
ชี
วิ
ต ตลอดจนระบบสั
งคมของกลุ
่
มชนท้
องถิ
่
นนั
้
น ๆ และได้
สรุ
ปในการศึ
กษาจั
บใจ การ
ส่
งสั
มผั
สอย่
างชั
ดเจนตามกฏเกณฑ์
นั
้
นมี
มากขึ
้
นในยุ
คหลั
ง