๙
สมปอง จั
นทคง (๒๕๓๐) ศึ
กษาวิ
จั
ยเรื่
องวั
ฒนธรรมอี
สานจากผญาชาวบ้
านหนองเรื
อ ตํ
าบลสิ
งห์
อํ
าเภอเมื
อ จั
งหวั
ดยโสธร รวบรวมจากการถ่
ายทอดมุ
ขปาฐะ แล้
วจั
ดประเภทตามเนื
้
อหาของผญา คื
อ ผญา
ภาษิ
ต ผญาคํ
าพั
งเพย ผญาอวยพร ผลการศึ
กษาพบว่
า ด้
านรู
ปแบบของผญามี
๓ ประเภท คื
อ ผญาสั
มผั
ส
ต่
อเนื่
อง ผญาไร้
สั
มผั
สต่
อเนื่
อง และผญาแบบผสมผสาน จากผญาแสดงให้
เห็
นถึ
งวั
ฒนธรรมอี
สานในด้
าน
ภาษา เอกลั
กาณ์
ภาษาอี
สานที่
เกี่
ยวกั
บวั
ฒนธรรม ศิ
ลปะการใช้
ถ้
อยคํ
า การสร้
างคํ
าและตกแต่
งคํ
า ตลอดจนการ
จํ
าแนกระดั
บถ้
อยคํ
า และสะท้
อนให้
เห็
นถึ
งวิ
ถี
ชี
วิ
ตสั
งคมชาวบ้
านอี
สาน
ธนั
นต์
พิ
สั
ยสวั
สดิ
์
(๒๕๓๑
:
๔๗๘) กล่
าวถึ
งเรื่
องการวิ
เคราะห์
วรรณกรรมอี
สานเรื่
อง ขุ
นทึ
ง สรุ
ป
ได้
ว่
า มี
จุ
ดมุ
่
งหมาย ๒ ประการ คื
อ เพื่
อให้
ความเพลิ
ดเพลิ
นบั
นเทิ
งใจแก่
ผู
้
อ่
านผู
้
ฟั
งทั ่
วไป และเจตนาสอดแทรก
คํ
าสอนหลั
กธรรมทางพระพุ
ทธศาสนา ส่
งเสริ
มให้
ผู
้
อ่
านผู
้
ฟั
งได้
รั
บประโยชน์
ทั
้
งด้
านความประเทื
องอารมณ์
และกล่
อมเกลาจิ
ตใจให้
ใฝ่
กระทํ
าแต่
กรรมดี
ละเว้
นความชั
่
วทั
้
งปวง และได้
พบว่
ากวี
ได้
แทรกคํ
าสอนตามแนว
พุ
ทธปรั
ชญาแง่
มุ
มต่
าง ๆ ทั
้
งในระดั
บลึ
กที่
เข้
าใจได้
ยาก ต้
องอาศั
ยการวิ
เคราะห์
ตี
ความ และระดั
บตื
้
นที่
คน
ทั ่
วไปสามารถเข้
าใจง่
าย ชี
้
แนะแนวปฏิ
บั
ติ
ตามครรลองของพุ
ทธรรม อั
นเป็
นประโยชน์
ทั
้
งแก่
บุ
คคลและ
สั
งคมไว้
อย่
างครบถ้
วน
สุ
พั
ตรา สุ
ภาพ (๒๕๓๑ ) ได้
กล่
าวถึ
งสั
งคม และวั
ฒนธรรมไทย ค่
านิ
ยม ครอบครั
ว ศาสนาและ
ประเพณี
สรุ
ปได้
ว่
า สั
งคมไทยในระบอบประชาธิ
ปไตย ค่
านิ
ยมทั ่
วไปมี
ทั
้
งดี
และพื
้
นที่
ควรแก้
ไข ค่
านิ
ยมใน
ชนบทแตกต่
างจากค่
านิ
ยมในเมื
อง เช่
น ค่
านิ
ยมในชนบทยอมรั
บบุ
ญกรรมอย่
างไม่
โต้
แย ้
ง ในขณะที่
ค่
านิ
ยมใน
เมื
องเชื่
อในเรื่
องเหตุ
ผล เป็
นต้
น สภาพครอบครั
วไทย สั
งคมในเมื
องส่
วนใหญ่
จะมี
ลั
กษณะครอบครั
วเดี
ยว
หรื
อครอบครั
วขนาดเล็
กสั
งคมในชนบทส่
วนใหญ่
จะมี
ลั
กษณะครอบครั
วขยาย ทุ
กคนในครอบครั
วมี
หน้
าที่
ช่
วยเหลื
อเกื
้
อกู
ลและมี
ความผู
กพั
นต่
อกั
น สั
งคมแบบง่
าย ๆ หรื
อดั
้
งเดิ
ม บุ
คคลจะนั
บถื
อศาสนาตามบรรพบุ
รุ
ษ
หรื
อสั
งคมที่
ตนเป็
นสมาชิ
กอยู
่
หลั
กการบริ
หารจั
ดการวั
ฒนธรรมท้
องถิ่
น
สมสุ
ข หิ
นวิ
มาน (๒๕๕๐ : ๑ – ๑๕) แนวทางการทํ
างานวิ
จั
ยบริ
หารงานวั
ฒนธรรม โดยการติ
ดตั
้
ง
วิ
ธี
การทํ
าความเข้
าใจวั
ฒนธรรมท้
องถิ
่
นวั
ฒนธรรมพื
้
นบ้
าน ด้
วยมุ
มมองชองสาขาวิ
ชานิ
เทศศาสตร์
พิ
จารณา
วั
ฒนธรรมท้
องถิ ่
น/วั
ฒนธรรมพื
้
นบ้
าน ในแง่
ของสื่
อพื
้
นบ้
านในฐานะสื่
อจะต้
องมี
คุ
ณสมบั
ติ
ในการ
ประสานกั
นครบทั
้
ง ๔ คื
อ ผู
้
ส่
งสาร สาร ช่
องทาง
และผู
้
รั
บสาร หากเป็
นสื่
อพื
้
นบ้
าน ประเภทสื่
อพื
้
นบ้
านแล้
ว เอกลั
กษณ์
ที่
เพิ
่
มขึ
้
นมา คํ
าว่
าพื
้
นบ้
านที่
แสดงให้
เห็
น
ว่
าในแง่
ของเวลา โดยจะถู
กมองว่
ามี
อายุ
นานและเป็
นสื่
อดั
้
งเดิ
ม ในแง่
ของพื
้
นบ้
านที่
ถื
อว่
ามี
ลั
กษณะที่
เฉพาะถิ ่
น
สื่
อพื
้
นบ้
านจึ
งถื
อเป็
นอั
ตลั
กษณ์
ร่
วมของแต่
ละชุ
มชนท้
องถิ
่
น
แนวคิ
ดหลั
กในการทํ
างานวั
ฒนธรรมท้
องถิ
่
น พิ
จารณาในลั
กษณะความสั
มพั
นธ์
แบบสามเส้
า คื
อ
๑. บริ
บทชุ
มชน ๒. รู
้
จั
ก/รู
้
ใจ/รู
้
รั
กษาสื่
อพื
้
นบ้
าน ๓. กระบวนการทํ
างานวั
ฒนธรรมท้
องถิ
่
น ดั
งภาพที่
๑
(I) บริ
บทชุ
มชน