78
งานบุ
ญบั
้
งไฟเป็
นงานที่
จั
ดขึ
้
นช่
วงก่
อนที่
จะถึ
งฤดู
ทํ
านาปี
อั
นเป็
นกิ
จกรรมการผลิ
ตที่
ประกั
นอาหารหลั
กของครอบครั
ว แม้
ว่
าชาวนาในอี
สานอาจปลู
กข้
าวหลายครั
้
งในรอบปี
เช่
น นอก
ฤดู
นาปี
อาจปลู
กข้
าวในที่
ชื
้
นแฉะริ
มหนอง (บางครั
้
งเรี
ยกว่
า Flood Rice Cultivation) หรื
อปลู
กข้
าว
ไร่
แต่
จํ
านวนข้
าวที่
จะได้
มากที่
สุ
ดมาจากนาดํ
าซึ
่
งต้
องทํ
าในฤดู
ฝน ฉะนั
้
น การทํ
านาปี
จึ
งถื
อได้
ว่
าเป็
น
กิ
จกรรมที่
สํ
าคั
ญเกี่
ยวกั
บความเป็
นความตายของชาวบ้
านมากที่
สุ
ด
ในแง่
นี
้
งานบุ
ญบั
้
งไฟให้
ความมั ่
นใจแก่
ชาวบ้
านว่
าธรรมชาติ
จะเอื
้
ออํ
านวยให้
แก่
การผลิ
ต
ที่
สํ
าคั
ญนี
้
เพราะได้
ร่
วมกั
นทํ
าพิ
ธี
ซึ
่
งเป็
นหลั
กประกั
นในความอุ
ดมสมบู
รณ์
ของดิ
นฟ้
าอากาศแล้
ว
(Klausner. 1987)
บุ
ญบั
้
งไฟมี
ตํ
านานเล่
าขานมานาน จากนิ
ทานพื
้
นบ้
านเรื่
องผาแดงนางไอ่
เรื่
องพระยา
คั
นคาก ล้
วนแต่
กล่
าวถึ
งการจุ
ดบั
้
งไฟเพื่
อให้
แถน (เทวดา) ได้
บั
นดาลให้
ฝนตกตามฤดู
กาล ถื
อเป็
น
ประเพณี
อั
นสํ
าคั
ญที่
จะละเลยมิ
ได้
เพราะมี
ความเชื่
อว่
า หากหมู
่
บ้
านใดไม่
จั
ดงานบุ
ญบั
้
งไฟก็
อาจจะ
ก่
อให้
เกิ
ดภั
ยภิ
บั
ติ
แก่
ผู
้
คนในชุ
มชน งานบุ
ญบั
้
งไฟเป็
นงานใหญ่
ลงทุ
นสู
ง การจั
ดงานจะต้
องเป็
นไป
ตามการตั
ดสิ
นใจของชุ
มชน หากปี
ใดเศรษฐกิ
จในชุ
มชนฝื
ดเคื
องอาจจะต้
องงดจั
ดงาน ซึ
่
งต้
องไปทํ
า
พิ
ธี
ขอเลื่
อนการจั
ดที่
ศาลปู
่
ตา (ศาลผี
บรรพบุ
รุ
ษหรื
อเทพารั
กษ์
) ของหมู
่
บ้
าน ความจริ
งแม้
จะจั
ดงาน
หรื
อไม่
ก็
ต้
องมี
การไปกระทํ
าพิ
ธี
เซ่
นไหว้
ที่
ศาลปู
่
ตาอยู
่
ดี
1. ตํ
านานผาแดงนางไอ่
มี
ดั
งนี
้
(พิ
ทั
กษ์
น้
อยวั
งคลั
ง. 2540 : 11-14)
1.1 ที่
มาของเรื่
อง
บรรพบุ
รุ
ษของชาวไทลาว จารลงในใบลานเป็
นตั
วอั
กษรธรรม และ
ไทยน้
อย แต่
ไม่
ระบุ
ผู
้
แต่
ง จึ
งเป็
นการยากที่
จะระบุ
ผู
้
แต่
งว่
าใครเป็
นผู
้
แต่
ง แต่
งขึ
้
นเมื่
อใด เนื
้
อเรื่
องจะ
กล่
าวถึ
งแหล่
งโบราณคดี
และประวั
ติ
ศาสตร์
ของชุ
มชนในภาคอี
สานที่
ร่
วมสมั
ยกั
น
1.2 เนื
้
อเรื่
อง
พระยาขอมปกครองเมื
องเอกชะที
ตา มี
มเหสี
ชื่
อนางจั
นทา ประสู
ติ
ลู
กสาว
ชื่
อว่
านางไอ่
ทรงมี
พระสิ
ริ
โฉมงดงามจนเป็
นที่
เลื่
องลื
อ ท้
าวผาแดงแห่
งเมื
องผาโพงจึ
งเดิ
นทางมาดู
ตั
วนางไอ่
ทั
้
งสองพระองค์
ต่
างชอบพอ ได้
ลั
กลอบเป็
นชู
้
กั
น ต่
อมาผาแดงจึ
งเดิ
นทางกลั
บไปย ั
งเมื
อง
ของตน
ณ เมื
องหนองแส มี
พระยานาคสองตน ชื่
อว่
าสุ
ทโธ และสุ
วรรณนาค ปกครองร่
วมกั
น
ต่
อมาเกิ
ดความขั
ดแยงสู
้
รบกั
นสร้
างความเสี
ยหายอย่
างหนั
ก เทวราชวิ
สุ
กรรมจึ
งเสด็
จลงมาตั
กเตื
อน
แล้
วให้
พากั
นแยกย ้
ายจากเมื
องหนองแส นาคสุ
ทโธให้
ไปอยู
่
ทิ
ศบู
รพาดํ
าดิ
นไปจนเกิ
ดเป็
นแม่
นํ
้
าของ
นาคสุ
วรรณให้
ไปอยู
่
ทางทิ
ศใต้
ดํ
าดิ
นไปจนเกิ
ดแม่
นํ
้
าน่
าน ที่
เมื
องเอกชะชี
ตาซึ
่
งพระยาขอมปกครอง
มี
ความสงบร่
มเย็
นเจ้
าผู
้
ครองนครปฏิ
บั
ติ
ตนตามประเพณี
อย่
างเคร่
งครั
ด (ปรี
ชา พิ
ณทอง. 2524: 1-76)
พระยาขอมได้
ปฏิ
บั
ติ
ตนตามจารี
ตประเพณี
ที่
บรรพบุ
รุ
ษสั
่
งสอนเอาไว้
อย่
างเคร่
งครั
ด พอถึ
งวั
นขึ
้
นสิ
บ