Page 66 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

45
ต่
อมาราว พ.ศ. 2384 ในสมั
ยกรุ
งธนบุ
รี
อั
นเรี
ยกตนเองว่
า “ไทย” ได้
แผ่
ขยายอิ
ทธิ
พลขึ
นมา
เรื่
อย ๆ จนอาณาจั
กรล้
านช้
าง (ลาว) เสี
ยดิ
นแดน และอิ
สรภาพแก่
ไทย อาณาจั
กรล้
านช้
างจึ
งถู
ปกครองโดยไทยอยู
เป็
นเวลานาน ต่
อมาประเทศตะวั
นตก คื
อ ฝรั
งเศสได้
ออกล่
าอาณานิ
คมเมื
องขึ
ครั
นเข้
าสู
อาณาจั
กรล้
านช้
าง (เดิ
ม) ก็
ขอทํ
าสนธิ
สั
ญญาระหว่
างไทยกั
บฝรั ่
งเศสใน พ.ศ. 2436 แบ่
ดิ
นแดนอาณาจั
กรล้
านช้
างออกเป็
น 2 ส่
วน คื
อ ทางฝั
งซ้
ายของแม่
นํ
าโขงให้
เป็
นของฝรั
งเศส ทางฝั
ขวาของแม่
นํ
าโขงอั
นคื
อภาคพื
นอี
สานทั
งหมดยกให้
อยู
ภายใต้
การปกครองของไทย ในนามไทย
อี
สาน หรื
อภาคอี
สาน หรื
อภาคตะวั
นออกเฉี
ยงเหนื
อในปั
จจุ
บั
น แบ่
งเขตการปกครองออกเป็
น 19
จั
งหวั
ด ไล่
ตามลํ
าดั
บตั
วอั
กษรดั
งนี
(สํ
าลี
รั
กสุ
ทธี
. 2549 : 8)
กาฬสิ
นธุ
ขอนแก่
น ชั
ยภู
มิ
นครพนม นคราชสี
มา บุ
รี
รั
มย์
มหาสารคาม มุ
กดาหาร ยโสธร
ร้
อยเอ็
ด เลย ศรี
สะเกษ สกลนคร สุ
ริ
นทร์
หนองคาย หนองบั
วลํ
าภู
อุ
ดรธานี
อุ
บลราชธานี
และ
อํ
านาจเจริ
ชาวไทยอี
สานนั
นมี
ความเจริ
ญรุ
งเรื
องมาแล้
วแต่
โบราณกาล หลายอย่
างล้
วนเป็
นเอกลั
กษณ์
มี
ความเป็
นตั
วของตั
วเองอั
นแสดงถึ
งความเป็
นมาอย่
างน่
าภาคภู
มิ
เช่
น มี
ภาษาพู
ด และภาษาเขี
ยน
ตั
วอั
กษร (อั
กษรไทยน้
อย และอั
กษรธรรม) เป็
นของตนเอง มี
ศิ
ลปะด้
านต่
าง ๆ เป็
นของตนเอง มี
วรรณคดี
ศิ
ลปวั
ฒนธรรม และจารี
ตประเพณี
เป็
นของตนเอง สิ ่
งที่
มี
การกล่
าวถึ
งมากที่
สุ
ดในความ
เป็
นเอกของชาวอี
สาน คื
อ “ฮี
ตสิ
บสอง คลองสิ
บสี่
” คํ
าว่
า “ฮี
ต” เป็
นภาษาไทยอี
สาน หมายถึ
ง จารี
ประเพณี
ที่
ปฏิ
บั
ติ
สื
บต่
อกั
นมาเป็
นเวลานาน ซึ
งฮี
ตนี
จะต้
องปฏิ
บั
ติ
เหมื
อนกั
นตั
งแต่
ประชาชน
ธรรมดา จนถึ
งเจ้
าฟ้
าพระมหากษั
ตริ
ย์
เมื่
อถึ
งคราว วาระ และเดื
อนที่
จะต้
องประกอบพิ
ธี
กรรมตามฮี
ตแต่
ละแห่
ง แต่
ละชุ
มชน จะต้
องปฏิ
บั
ติ
เหมื
อนกั
น ซึ
งมี
ทั
งหมด 12 ฮี
ตด้
วยกั
น (สํ
าลี
รั
กสุ
ทธี
,
2549 : 9) ส่
วนคํ
าว่
า “คลอง” ซึ
งชาวอี
สานจะออกเสี
ยงเป็
น “คอง” จะเป็
นเหมื
อนบทบั
งคั
บให้
ทุ
กคน
ต้
องปฏิ
บั
ติ
ตามไม่
ว่
าจะเป็
นบุ
คคลระดั
บใด คลองจะมี
ความเข้
มงวดมากกว่
า “ฮี
ต” เพราะคลองเปรี
ยบ
เหมื
อนกฎหมายที่
ทุ
กคนต้
องปฏิ
บั
ติ
ตาม หากไม่
ปฏิ
บั
ติ
และละเว้
นก็
จะถู
กสั
งคมลงโทษตามฐานะ
แห่
งความผิ
ดนั
น ๆ ด้
วยเหตุ
นี
ชาวอี
สานจึ
งมี
ความเป็
นอยู ่
ที่
สงบร่
มเย็
นมาโดยตลอด เพราะต่
างยึ
ดมั
ในฮี
ตสิ
บสองคลองสิ
บสี่
นั
นเอง ดั
งนั
นจึ
งกล่
าวได้
ว่
าฮี
ตและคลองเปรี
ยบเหมื
อนธรรมนู
ญชี
วิ
ตของ
ชาวอี
สานที่
นํ
ามาซึ
งความสุ
ข สงบ ร่
มเย็
น ตราบเท่
าจนปั
จจุ
บั
น (บางส่
วน) แต่
สั
งคมอี
สานหลายแห่
ที่
วิ
งตามโลกวั
ตถุ
หั
นหลั
งให้
ฮี
ตเก่
าคลองเดิ
ม เห็
นความดี
งามของวั
ฒนธรรมต่
างชาติ
และรั
บมา
อย่
างง่
ายดายโดยไม่
พิ
จารณาจึ
งทํ
าให้
สั
งคมส่
วนนั
นมี
ความวุ
นวาย ระสํ
าระสายเป็
นครอบครั
วมี
ปั
ญหาแตกแยก ลู
กไม่
เชื่
อฟั
งคํ
าสั ่
งสอนของพ่
อแม่
คนแก่
ไม่
เป็
นแบบอย่
างที่
ดี
พระ ครู
ข้
าราชการ
ผู
นํ
าระดั
บต่
าง ๆ จ้
องแต่
จะเอารั
ดเอาเปรี
ยบกั
น คดี
ต่
าง ๆ มี
ให้
เห็
น ไม่
เว้
นแต่
ละวั
น ส่
วนหนึ
งเกิ
จากคนห่
างฮี
ตเก่
าคลองเดิ
ม ไม่
สนใจนํ
าพาคํ
าสอนของบรรพบุ
รุ
ษ (สํ
าลี
รั
กสุ
ทธี
. 2549 : 9-10)