17
ย่
อมละเว้
นสิ ่
งนั
้
นจะไม่
ยอมทํ
าสิ ่
งนั
้
นคื
อ จะทํ
าแต่
สิ ่
งที่
เป็
นประโยชน์
ได้
รั
บความผาสุ
ก ครอบครั
วใด
ขย ั
นหมั ่
นเพี
ยรคื
อหนั
กเบาเอาสู
้
ชนิ
ดหลั
งสู
้
ฟ้
าหน้
าสู
้
ดิ
น กั
ดฟั
นกิ
นเกลื
อ ข้
อควรนั
้
นจะเจริ
ญรุ
่
งเรื
อง
มั ่
งมี
ทรั
พย์
สิ
นเงิ
นทองทํ
าแล้
วจะนํ
าความเดื
อดร้
อนมาให้
ย่
อมละเว้
นสิ ่
งนั
้
น จะไม่
ยอมทํ
าสิ ่
งนั
้
น คื
อ
จะทํ
าแต่
สิ ่
งที่
เป็
นประโยชน์
ได้
รั
บความผาสุ
ข ครอบครั
วใดขย ั
นหมั
่
นเพี
ยรคื
อหนั
กเบาเอาสู
้
ชนิ
ด
หลั
งสู
้
ฟ้
าหน้
าสู
้
ดิ
น กั
ดฟั
นกิ
นเกลื
อครอบครั
วนั
้
นจะเจริ
ญรุ
่
งเรื
องมั
่
งมี
ทรั
พย์
สิ
นเงิ
นทอง
ธี
ระ รุ
ณเจริ
ญ, ประสิ
ทธิ
์
คุ
ณุ
รั
ตน์
และอุ
ดม บั
วศรี
(
2525 :
บทคั
ดย่
อ) ได้
วิ
จั
ยเรื่
อง การ
วิ
เคราะห์
ประเพณี
ฮี
ตสิ
บสองของชาวอี
สานที่
มี
ผลต่
อการศึ
กษา โดยใช้
วิ
ธี
การเก็
บข้
อมู
ลลงภาคสนาม
และการวิ
เคราะห์
จากเอกสารและท่
านผู
้
รู
้
จากพื
้
นที่
สุ
่
มตั
วอย่
างในจั
งหวั
ดขอนแก่
น อุ
บลราชธานี
สุ
ริ
นทร์
และนครพนม ซึ
่
งได้
นํ
าเสนอเฉพาะประเพณี
บุ
ญเดื
อน
9
ซึ
่
งคณะผู
้
วิ
จั
ยได้
สรุ
ปไว้
ดั
งนี
้
บุ
ญข้
าวประดั
บดิ
น หรื
อที่
ชาวอี
สานเรี
ยกว่
า บุ
ญแจกข้
าว จั
ดขึ
้
นในวั
นแรม
14
คํ
่
าเดื
อน
9
ของทุ
กๆ ปี
การทํ
าบุ
ญข้
าวประดั
บดิ
น หมายถึ
ง การทํ
าบุ
ญอุ
ทิ
ศส่
วนกุ
ศลให้
แก่
เปรตหรื
อญาติ
มิ
ตรผู
้
ล่
วงลั
บไปแล้
ว โดยมี
จุ
ดมุ ่
งหมายในการทํ
าบุ
ญที่
สํ
าคั
ญ
2
ประการคื
อ การอุ
ทิ
ศส่
วนกุ
ศลให้
แก่
ผู
้
ล่
วงลั
บไปแล้
วและเป็
นการทํ
าบุ
ญระลึ
กบุ
ญคุ
ณแผ่
นดิ
น ชาวบ้
านจะจั
ดเตรี
ยมอาหารคาว หวาน
หมาก พลู
บุ
หรี่
ในวั
นแรม
13
คํ
่
า และนํ
าอาหารไปวางตามพื
้
นดิ
น กิ ่
งไม้
บริ
เวณโบสถ์
ต้
นโพธิ
์
หรื
อ
ศาลาวั
ด ในเวลาเช้
าตรู
่
ของวั
นแรม
14
คํ
่
า จากนั
้
นถวายเครื่
องไทยทานแด่
พระภิ
กษุ
สามเณร ตั
กบาตร
รวมทั
้
งกรวดนํ
้
าอุ
ทิ
ศส่
วนกุ
ศล ให้
เปรต สมาทานศี
ล และฟั
งเทศน์
นอกจากนี
้
คณะผู
้
วิ
จั
ยย ั
งได้
นํ
าเสนอความเป็
นมาของการทํ
าบุ
ญข้
าวประดั
บดิ
นซึ
่
งเกี่
ยวข้
อง
กั
บนิ
ทานชาดกเรื่
องพระเจ้
าพิ
มพิ
สาร และประโยชน์
ของการทํ
าบุ
ญข้
าวประดั
บดิ
นคื
อ ผู
้
ทํ
าได้
แสดง
ความกตั
ญ�ู
แก่
ญาติ
ผู
้
ล่
วงลั
บไปแล้
ว อี
กทั
้
งย ั
งเป็
นโอกาสที่
ได้
ทํ
าบุ
ญ ได้
สมาทานศี
ลและฟั
งเทศน์
ด้
วย
พระยาอริ
ยานุ
วั
ตร เขมจารี
(2526 : 24-45) ได้
กล่
าวถึ
งประเพณี
บุ
ญบั
้
งไฟพบว่
าเป็
นประเพณี
เก่
าแก่
ของกลุ
่
มชนชาติ
ไทย มี
มู
ลเหตุ
จากตํ
านานพระยาคั
นคากและตํ
านานเรื่
องผาแดงนางไอ่
ชาว
อี
สานนิ
ยมทํ
าบุ
ญบั
้
งไฟกั
นในเดื
อนหก ในงานมี
การบวชนาค สรงนํ
้
าพระภิ
กษุ
นอกจากนี
้
ได้
ให้
ทรรศนะว่
าประเพณี
บุ
ญเดื
อนหกน่
าจะมี
มาก่
อนพุ
ทธศาสนา และเป็
นประเพณี
ที่
มี
ทั
้
งข้
อดี
ข้
อเสี
ย แต่
ถึ
งอย่
างไรก็
ย ั
งควรรั
กษาประเพณี
บุ
ญบั
้
งไฟไว้
ให้
เป็
นสมบั
ติ
ของชาวไทยอี
สานต่
อไป
บุ
ญเลิ
ศ สดสุ
ชาติ
(2526 : 26) ได้
แสดงทรรศนะเกี่
ยวกั
บบั
้
งไฟว่
ามี
ความเกี่
ยวพั
นกั
บชี
วิ
ต
ความเป็
นอยู
่
ของชาวอี
สานมานาน โดยชาวอี
สานจะใช้
บั
้
งไฟเป็
นเครื่
องมื
อในพิ
ธี
ขอฝน ทั
้
งนี
้
เพราะมี
ความเชื่
อว่
า ถ้
าจุ
ดบั
้
งไฟไปถวายพระยาแถนให้
เป็
นที่
พอใจ พระยาแถนก็
จะบั
นดาลให้
ฝนตกตาม
ฤดู
กาล นอกจากนี
้
ได้
ให้
ความเห็
นว่
างานบุ
ญบั
้
งไฟเป็
นงานที่
จั
ดกั
นเอิ
กเกริ
กใหญ่
โตมี
ผู
้
คนไปร่
วม