15
พระยาธรรมปรี
ชา (2521 : 231-243) กล่
าวถึ
งนาคว่
าบั
งเกิ
ดในดิ
รั
จฉานคติ
เมื่
อนางนาคมี
ครรภ์
แก่
จวนจะคลอดกลั
วบุ
ตรได้
รั
บอั
นตรายจากครุ
ฑ จึ
งดํ
านํ
้
าไปตามแม่
นํ
้
าทั
้
งห้
า เพื่
อมุ ่
งสู
่
ป่
า
หิ
มพานตได้
ไปอาศั
ยอยู
่
ในถํ
้
าเพื่
อคลอดบุ
ตร หลั
งจากเลี
้
ยงดู
บุ
ตรจนสามารถว่
ายนํ
้
าได้
แข็
งแรงก็
จะ
บั
นดาลให้
ฝนตกนํ
้
าท่
วมป่
าหิ
มพานต์
แล้
วเนรมิ
ตเป็
นปราสาทเอาบุ
ตรขึ
้
นปราสาทดํ
านํ
้
ามุ
่
งกลั
บสู
่
นาคพิ
ภพอั
นเป็
นที่
อยู
่
ของนาค
เบญจมาส เกตุ
แก้
ว (2521 : 1-38) ได้
กล่
าวถึ
งประเพณี
บุ
ญบั
้
งไฟของชาวอี
สานว่
าเป็
น
ประเพณี
เก่
าแก่
ที่
สํ
าคั
ญของชาวอี
สาน จั
ดทํ
าขึ
้
นเพื่
อขอฝนจากพระยาแถน บู
ชาเทวดาอารั
กษ์
หลั
ก
เมื
อง เรื่
องแถน ดั
งนั
้
นประชาชนจึ
งแสดงออกในรู
ปการอ้
อนวอนโดยการจุ
ดบั
้
งไฟ ในงานบุ
ญบั
้
งไฟ
จะมี
การเล่
นเลี
ยนอวั
ยวะเพศอย่
างอุ
กอาจเพื่
อบู
ชาให้
ผี
สางเทวดาเกิ
ดความพอใจ นอกจากนี
้
ได้
ให้
ทรรศนะว่
าบุ
ญบั
้
งไฟนี
้
แสดงให้
เห็
นว่
าเป็
นการต่
อสู
่
กั
บสภาพดิ
นฟ้
าอากาศที่
แห้
งแล้
ง ผลจากการ
ทํ
าบุ
ญทํ
าให้
ชาวบ้
านมี
ขวั
ญและกํ
าลั
งใจในการทํ
านาทํ
าไร่
สั
งคม ศรี
ราช (2522 : 38-42) ได้
กล่
าวถึ
งประเพณี
การทํ
าบุ
ญบั
้
งไฟว่
าเป็
นประเพณี
ที่
สื
บเนื่
องจากความเชื่
อว่
าพระพรหมกั
บพระยานาคเป็
นมิ
ตรกั
น โดยสั
ญญากั
นว่
า ในปี
หนึ
่
ง ๆ จะส่
ง
ข่
าวให้
พระพรหมทราบด้
วยการจุ
ดบั
้
งไฟขึ
้
นไปสวรรค์
พระพรหมก็
จะให้
พระพิ
รุ
ณบั
นดาลฝนให้
ตก
ลงมาเมื
องมนุ
ษย์
ในงานบุ
ญบั
้
งไฟจะมี
การบวชนาค สรงนํ
้
าพระภิ
กษุ
ประกวดบั
้
งไฟสวยงาม
แข่
งขั
นจุ
ดบั
้
งไฟทางสงฆ์
นอกจากนี
้
ผู
้
คนในขบวนแห่
บั
้
งไฟจะมี
ชนชั
้
นสู
ง ชนชั
้
นกลาง ชนชั
้
นตํ
่
า
ปราโมทย์
ทั
ศนาสุ
วรรณ (2523 : 45-49)ได้
กล่
าวว่
าเรื่
องราวของพระยาว่
าพระยานาคเป็
น
สั
ตว์
ในนิ
ยายและวรรณคดี
ที่
เล่
าสื
บต่
อกั
นมาแต่
โบราณจนมี
อิ
ทธิ
พลต่
อความรู
้
สึ
กนึ
กคิ
ดของชาวไทย
โดยเฉพาะมี
อิ
ทธิ
พลในวั
ฒนธรรมประเพณี
ตลอดจนตํ
านานการสร้
างบ้
านแปลงเมื
องดั
งที่
ปรากฏว่
า
ชาวอี
สานสร้
างบั
้
งไฟเป็
นรู
ปพระยานาค เพื่
อระลึ
กถึ
งสุ
วรรณภั
งคี
ที่
ตายไปในตํ
านานเรื่
องเท้
าผาแดง
นางไอ่
สมาน จั
นทร์
ทิ
พย์
และผดุ
งรั
ตน์
จั
นทร์
ทิ
พย์
(2524 : 17-21) ได้
เสนอแนวคิ
ดเชิ
งวิ
เคราะห์
เกี่
ยวกั
บประเพณี
บุ
ญบั
้
งไฟว่
าเกิ
ดจากฝนแล้
งอากาศร้
อนจั
ด คนโบราณจึ
งหาทางผ่
อนคลายอารมณ์
ด้
วยการทํ
าพิ
ธี
ขอฝน โดยคิ
ดทํ
าบั
้
งไฟจุ
ด ทั
้
งนี
้
เพื่
อความอยู
่
รอดของสภาพสั
งคมไทย นอกจากนี
้
ได้
เสนอแนวคิ
ดว่
าประเพณี
บุ
ญบั
้
งไฟไม่
เหมาะสมกั
บสั
งคมปั
จจุ
บั
นเพราะผิ
ดศี
ลในพุ
ทธศาสนาและ
หากต้
องการนํ
้
าฝนควรปลู
กป่
าไม้
สร้
างแหล่
งนํ
้
าก็
จะย ั
งผลให้
ฝนตกความอุ
ดมสมบู
รณ์
ก็
จะบั
งเกิ
ด
ขึ
้
น
จารุ
วรรณ ธรรมวั
ตร (ม.ป.ป.: 11-152) ได้
กล่
าวเกี่
ยวกั
บความเชื่
อไว้
ว่
า การต่
อสู
้
ด้
านความ
เชื่
อระหว่
างศาสนาพุ
ทธกั
บความเชื่
อเรื่
องผี
นั
้
น นอกจากจะปรากฏในวรรณกรรมคํ
าสอนแล้
ว
วรรณกรรมนิ
ทานเรื่
องพญาคั
นคาก ได้
แฝงแนวคิ
ดนี
้
ไว้
ในโคลงเรื่
อง ซึ
่
งกล่
าวถึ
งความสามารถของ