100
ตั
้
งแต่
สมั
ยพระเจ้
าสุ
ริ
ยวรมั
นที่
1
เป็
นต้
นมา
ได้
มี
การสร้
างปราสาทต่
างๆ ต่
อเนื่
องเป็
นลํ
าดั
บ
หลายรั
ชกาล
จนถึ
งพระเจ้
าชั
ยวรมั
นที่
7
เช่
นการสร้
างปราสาทหิ
นเขาพระวิ
หาร ปราสาทหิ
นสระ
กํ
าแพงใหญ่
ซึ
่
งศิ
ลาจารึ
กเขาพระวิ
หารหลั
กที่
1
หลั
กที่
2
ชี
้
ให้
เห็
นถึ
งการมี
อํ
านาจของเขมรโบราณ
ได้
ระบุ
ว่
ามี
การสร้
างเกษตราธิ
คม สร้
างปราสาทหิ
น ขุ
ดสระนํ
้
า และการถวายข้
าทาสไว้
ดู
แลบํ
ารุ
ง
ศาสนสถานเป็
นจํ
านวนมาก
ชาวเขมรจั
ดอยู
่
ในกลุ
่
มชนที่
ใช้
ภาษาตระกู
ลมอญ
-
เขมร ภาษาพู
ดของชาวเขมรมี
รากศั
พท์
มาจากภาษา
บาลี
-
สั
นสกฤตเป็
นส่
วนมาก นอกจากภาษาพู
ดแล้
วย ั
งรั
บเอาวั
ฒนธรรมหลายอย่
างเช่
น กฎหมาย
ศาสนา คํ
าราชาศั
พท์
รู
ปแบบการปกครอง ฯลฯ มาจากอิ
นเดี
ย ก่
อนที่
เขมรจะอพยพเข้
ามาอยู
่
ในถิ ่
น
ปั
จจุ
บั
นนี
้
เชื่
อว่
าดิ
นแดนแถบนี
้
เป็
นถิ
่
นเดิ
มของชนชาติ
เงาะ (
Proto-Melanesian
) และชนชาติ
อิ
นโดเน
เซี
ยน (
Indo-Malay
)เมื่
อชนชาติ
เขมรอพยพเข้
ามาถึ
งลุ
่
มนํ
้
าโขงก็
ได้
เผชิ
ญหน้
ากั
บชนชาติ
ต่
าง ๆ ใน
แถบนั
้
น เช่
น พวกจาม พวกข่
าระแด และข่
าจรวย เป็
นต้
น แต่
เขมรเป็
นชนส่
วนใหญ่
ที่
มี
อิ
ทธิ
พลเหนื
อ
พวกเหล่
านี
้
(ราชบั
ณฑิ
ตสถาน.
2504 : 2066-2068
) ชาวเขมรมี
ลั
กษณะที่
คล้
ายคนไทยของเราหลาย
ประการ เช่
น ในด้
านความเป็
นอยู
่
การนั
บถื
อศาสนา ขนบธรรมเนี
ยม ประเพณี
และวั
ฒนธรรม
เพราะต่
างก็
อยู
่
ในวั
ฒนธรรมแบบพระพุ
ทธศาสนาและสั
งคมชาวนาเหมื
อนกั
น แต่
ความเชื่
อบางอย่
าง
อาจจะแตกต่
างกั
นออกไป เขมรย ั
งรั
กษาภาษาของตนไว้
ได้
เป็
นอย่
างดี
ประชาชนชาวเขมรได้
อพยพ
เข้
าสู
่
ภาคตะวั
นออกเฉี
ยงเหนื
อของประเทศไทยในเขตที่
เรี
ยกว่
าเขมรป่
าดงนั
้
นหมายถึ
งพวกมอญ
-
เขมรที่
เรี
ยกว่
า ส่
วย กู
ย ข่
า ที่
มี
บ้
านเมื
อง ส่
วนใหญ่
อยู
่
ในเขตอี
สานใต้
(ศรี
ศั
กร วั
ลลิ
โภดม.
2533 :
450
) ในสมั
ยอาณาจั
กรพระนครหลวง (ประมาณคริ
สต์
ศตวรรษที่
9-15
) สาเหตุ
ของการอพยพ
เนื่
องมาจากการสู
้
รบระหว่
างราชอาณาจั
กรไทยกั
บกั
มพู
ชา ในสมั
ยสมเด็
จพระเจ้
ากรุ
งธนบุ
รี
(
2310-
2325
) ในปี
พ.ศ.
2324
เมื
องกั
มพู
ชาเกิ
ดจลาจล เพราะเจ้
าฟ้
าทะละหะ (มู
) และออกญาวิ
บู
ลราช (ชู
)
เป็
นกบฎ
สมเด็
จพระเจ้
ากรุ
งธนบุ
รี
ทรงโปรดให้
สมเด็
จเจ้
าพระยามหากษั
ตริ
ย์
ศึ
กกั
บเจ้
าพระยาสุ
ร
สี
ห์
ยกกองทั
พไปปราบแต่
ย ั
งทํ
าการไม่
สํ
าเร็
จก็
เกิ
ดเหตุ
จลาจลในกรุ
งธนบุ
รี
ต้
องยกทั
พกลั
บ สงคราม
ครั
้
งนี
้
ได้
เกณฑ์
กํ
าลั
งของเมื
องปะทายสมั
นต์
เมื
องขุ
ขั
นธุ
์
และเมื
องสั
งขะ สมทบกั
บกองทั
พหลวงไปตี
เมื
องเสี
ยมราฐ สะโตง กํ
าพงสวาย เมื
องบรรทายเพชรเมื
องบรรทายมาศ เมื
องรุ
งตํ
าแรย์
(ถํ
้
าช้
าง)
เมื
องเหล่
านี
้
ยอมแพ้
เมื่
อยกกองทั
พกลั
บกรุ
งธนบุ
รี
จึ
งได้
กวาดต้
อนพลเมื
องชาวเขมรมาด้
วย และบาง
พวกก็
ได้
อพยพเข้
ามาเอง ชาวเขมรที่
อพยพเข้
ามาก็
จะมาตั
้
งถิ
่
นฐานอยุ ่
ในพื
้
นที่
เมื
องสุ
ริ
นทร์
สั
งขะ
ขุ
ขั
นธุ
์
เป็
นส่
วนมาก ในการอพยพเข้
ามาครั
้
งนี
้
ได้
มี
ขุ
นนางผู
้
ใหญ่
ของฝ่
ายเขมรเป็
นหั
วหน้
า เช่
น
ออกญาริ
นทร์
เสน่
หาจางวาง ออกญาไกรแป้
นออกญาทุ
ม และนางสาวดาม มาตไว บุ
ตรี
เจ้
าเมื
อง
บรรทายเพชรและพี่
น้
องบ่
ายไพร่
จํ
านวนหนึ
่
งได้
อพยพเข้
ามาอยู
่
ที่
เมื
องปะทายสมั
นต์
(เมื
องสุ
ริ
นทร์
)
ต่
อมาภายหลั
งนางสาวดาม มาตไว ได้
แต่
งงานกั
บหลานชายเจ้
าเมื
องปะทายสะมั
นต์
ชื่
อ สุ ่
น (นายสุ ่
น