62
ทั
ศนคติ
ทั
้
ง 3 ประเภทนี
้
บุ
คคลอาจจะมี
เพี
ยงประการเดี
ยวหรื
อหลายประการก็
ได้
ขึ
้
นอยู
่
กั
บความมั
่
นคงในความรู
้
สึ
กนึ
กคิ
ด ความเชื่
อ หรื
อค่
านิ
ยมอื่
น ๆ ที่
มี
ต่
อบุ
คคล สิ
่
งของ การ
กระทํ
า หรื
อสถานการณ์
แดลเนี
ยล แคทซ์
(Daniel Katz , 1960 : 163 – 191) ได้
อธิ
บายถึ
ง หน้
าที่
หรื
อกลไกของ
ทั
ศนคติ
ที่
สํ
าคั
ญไว้
4 ประการ ดั
งนี
้
คื
อ
1. เพื่
อใช้
สํ
าหรั
บการปรั
บตั
ว (Adjustment) หมายความว่
า ตั
วบุ
คคลทุ
กคนจะอาศั
ย
ทั
ศนคติ
เป็
นเครื่
องยึ
ดถื
อ สํ
าหรั
บการปรั
บ พฤติ
กรรม ของ ตนให้
เป็
นไปใน ทางที่
จะก่
อให้
เกิ
ด
ประโยชน์
แก่
ตนสู
งที่
สุ
ด และให้
มี
ผลเสี
ยน้
อยที่
สุ
ด ดั
งนี
้
ทั
ศนคติ
จึ
งสามารถเป็
นกลไก ที่
จะสะท้
อน
ให้
เห็
น ถึ
งเป้
าหมายที่
พึ
งประสงค์
และที่
ไม่
พึ
งประสงค์
ของเขา และด้
วยสิ
่
งเหล่
านี
้
เอง ที่
จะทํ
าให้
แนวโน้
มของพฤติ
กรรมเป็
นไป ในทางที่
ต้
องการ มากที่
สุ
ด
2. เพื่
อป้
องกั
นตั
ว (Ego – Defensive) โดยปกติ
ในทุ
กขณะ คนทั ่
วไปมั
กจะมี
แนวโน้
มที่
จะไม่
ยอมรั
บความจริ
ง ในสิ ่
งซึ
่
งเป็
นที่
ขั
ดแย ้
ง กั
ั
งนี
้
ทั
ศนคติ
จึ
งสามารถ สะท้
อนออกมาเป็
น กลไกที่
ป้
องกั
นตั
ว โดย การแสดงออก เป็
นความรู
้
สึ
ก ดู
ถู
ก
เหยี
ยดหยาม หรื
อติ
ฉิ
นนิ
นทาคนอื่
น และขณะเดี
ยวกั
น ก็
จะยกตนเองให้
สู
งกว่
า ด้
วยการมี
ทั
ศนคติ
ที่
ถื
อว่
า ตนนั
้
นเหนื
อกว่
าผู
้
อื่
น การก่
อตั
ว ที่
เกิ
ดขึ
้
นมาของ ทั
ศนคติ
ในลั
กษณะนี
้
จะมี
ลั
กษณะแตกต่
าง
จากการมี
ทั
ศนคติ
เป็
นเครื่
องมื
อ ในการปรั
บตั
ว ดั
งที่
กล่
าวมาแล้
วข้
างต้
น กล่
าวคื
อ ทั
ศนคติ
จะมิ
ใช่
พั
ฒนาขึ
้
นมาจาก การมี
ประสบการณ์
กั
บสิ ่
งนั
้
น ๆ โดยตรง หากแต่
เป็
นสิ ่
งที่
เกิ
ดขึ
้
นจากภายในตั
วผู
้
นั
้
นเอง และสิ ่
งที่
เป็
น เป้
าหมายของการแสดงออก มาซึ
่
ง ทั
ศนคติ
นั
้
น ก็
เป็
นเพี
ยงสิ
่
งที่
เขาผู
้
นั
้
น หวั
งใช้
เพี
ยงเพื่
อการ ระบายความรู
้
สึ
ก เท่
านั
้
น
3. เพื่
อการแสดงความหมายของค่
านิ
ยม (Value Expressive) ทั
ศนคติ
นั
้
นเป็
นส่
วน
หนึ
่
งของค่
านิ
ยมต่
าง ๆ และด้
วย ทั
ศนคติ
นี
้
เอง ที่
จะใช้
สํ
าหรั
บสะท้
อนให้
เห็
นถึ
งค่
านิ
ยมต่
าง ๆ ใน
ลั
กษณะที่
จํ
าเพาะเจาะจงยิ
่
งขึ
้
น ดั
งนั
้
น ทั
ศนคติ
จึ
งสามารถใช้
สํ
าหรั
บ อรรถาธิ
บาย และบรรยายความ
เกี่
ยวกั
บ ค่
านิ
ยม ต่
าง ๆ ได้
4. เพื่
อเป็
นตั
วจั
ดระเบี
ยบเป็
นความรู
้
(Knowledge) ทั
ศนคติ
จะเป็
นมาตรฐานที่
ตั
ว
บุ
คคลจะสามารถใช้
ประเมิ
น และทํ
าความเข้
าใจ กั
บ สภาพแวดล้
อม ที่
มี
อยู
่
รอบตั
วเขา ด้
วยกลไก
ดั
งกล่
าวนี
้
เอง ที่
ทํ
าให้
ตั
วบุ
คคลสามารถรู
้
และเข้
าใจถึ
งระบบ และระเบี
ยบของสิ
่
งต่
าง ๆ ที่
อยู
่
ใน
รอบตั
วเขาได้
การเปลี่
ยนแปลงทั
ศนคติ
(Attitude Change)
เฮอร์
เบริ
ท ซี
. เคลแมน (Herbert C. Kelman , Compliance , 1967 : 469) ได้
อธิ
บายถึ
ง
การเปลี่
ยนแปลง ทั
ศนคติ
โดยมี
ความเชื่
อว่
า ทั
ศนคติ
อย่
างเดี
ยวกั
น อาจเกิ
ดในตั
วบุ
คคลด้
วยวิ
ธี
ที่
ต่
างกั
น จากความคิ
ดนี
้
เฮอร์
เบริ
ท ได้
แบ่
งกระบวนการ เปลี่
ยนแปลง ทั
ศนคติ
ออกเป็
น 3 ประการ คื
อ