49
เยอ จะมี
ลั
กษณะการแต่
งกายเป็
นเอกลั
กษณ์
ของตนเอง ทั
้
งชายและหญิ
งจะใช้
เสื
้
อผ้
าไหม
เหยี
ยบสี
ดํ
า (ผ้
าไหมเส้
นเล็
กทอลวดลายขิ
ดดอกเล็
กๆ แทรกไว้
ตลอดผื
นย ้
อมสี
ดํ
ามะเกลื
อ) เสื
้
อผ้
า
ไหมสี
ดํ
านี
้
เป็
นผ้
าเนื
้
อแน่
นและอ่
อนนุ ่
มมี
ความคงทนเป็
นพิ
เศษ ผู
้
หญิ
งจะนิ
ยมใช้
เบี่
ยง (สไบ) ถ้
าทํ
า
นาหรื
อทํ
างานอื่
นๆ จะสวมเสื
้
อไหมสี
ดํ
าคู
่
ผ้
าซิ ่
นฝ้
าย แต่
โอกาสทํ
าบุ
ญต่
างๆ หรื
อโอกาสพิ
เศษจะ
นิ
ยมสวมเสื
้
อไหมสี
ดํ
าคู
่
กั
บผ้
าซิ ่
นหมี่
ผู
้
ชายนิ
ยมสวมเสื
้
อแขนยาวผ้
าไหมสี
ดํ
า นุ
่
งผ้
าโสร่
งไหม มี
ผ้
าขาวม้
าไหมหรื
อด้
ายสี
สดเป็
นลวดลายตารางมั
ดคาดที่
เอว ปั
จจุ
บั
นเยอได้
มี
การประยุ
กต์
การแต่
งกาย
เพื่
อให้
เกิ
ดความสวยงามตามสมั
ยนิ
ยม แต่
ย ั
งคงเอกลั
กษณ์
เฉพาะของตนเองไว้
ส่
วยจะมี
การแต่
งกาย ดั
งนี
้
ชาย เสื
้
อคอกลมผ่
าหน้
า นุ
่
งโสร่
งสี
สั
นต่
างๆ หรื
อกางเกงขาก๊
วยผ้
าขาวม้
าคาดเอวหรื
อ
คล้
องไหล่
หญิ
ง นุ ่
งผ้
าถุ
งมี
เชิ
งหรื
อไม่
มี
เป็
นผ้
ามั
ดหมี่
หรื
อผ้
าฝ้
าย เสื
้
อแขนกระบอกสี
สั
นต่
างๆ
ผ้
าขาวม้
าเบี่
ยงหรื
อผ้
าลายลู
กแก้
วสี
ครี
มหรื
อสี
ดํ
า ในปั
จจุ
บั
นการประยุ
กต์
ใช้
เพื่
อให้
ทั
นสมั
ยยิ
่
งขึ
้
น
เขมร ราวพุ
ทธศตวรรษที่
16 -17 เขมรได้
ขยายอิ
ทธิ
พลเข้
ามาย ั
งดิ
นแดนภาค
ตะวั
นออกเฉี
ยงเหนื
อของไทย จนถึ
งบริ
เวณลุ ่
มแม่
นํ
้
าเจ้
าพระยาเขมรขยายอิ
ทธิ
พลไปยึ
ดเมื
องละโว้
(ลพบุ
รี
) เมื
องพิ
มาย (นครราชสี
มา) เมื
องสุ
ริ
นทร์
เมื
องขุ
ขั
นธ์
(ศรี
สะเกษ) เป็
นเมื
องลู
กหลวง
ปั
จจุ
บั
นชนพื
้
นเมื
องเขมรกระจายอยู
่
ในพื
้
นที่
บางส่
วนของอํ
าเภอขุ
ขั
นธ์
อํ
าเภอปรางค์
กู
่
อํ
าเภอไพรบึ
ง
อํ
าเภอห้
วยทั
บทั
น อํ
าเภอภู
สิ
งห์
อํ
าเภอศรี
รั
ตนะ
ลั
กษณะการแต่
งกายของชาวเขมร
ชาย เสื
้
อคอกลมผ่
าหน้
า นุ
่
งโสร่
งสี
สั
นต่
างๆ ผ้
าขาวม้
าคาดเอว หรื
อคล้
องไหล่
หญิ
ง นุ ่
งผ้
าถุ
งลายตั
้
งมี
เชิ
งตามขวางสองชั
้
น ส่
วนบนกว้
าง ส่
วนล่
างแคบ ระหว่
าง
รอยต่
อคาดด้
วยสี
แดงเสื
้
อดํ
าย ้
อมด้
วยสี
มะเกลื
อแขนกระบอกรั
ดรู
ป ตามแนวรอยตะเข็
บถั
กด้
วยสี
ต่
างๆ ชายเสื
้
อผ้
าข้
างทั
้
งสองด้
านยาวประมาณ 6 นิ
้
ว กระดุ
มกลมทํ
าด้
วยเงิ
นมี
ผ้
าคล้
องไหล่
เป็
นสี
ดํ
าหรื
อสี
ต่
างๆ ถ้
าคล้
องคอนิ
ยมหย่
อนมาด้
านหน้
า
การตั
้
งถิ่
นฐานของชาวกวย หรื
อ กู
ยในจั
งหวั
ดศรี
สะเกษ
เนื่
องจากชาวกู
ยตั
้
งถิ
่
นฐานปะปนอยู
่
กั
บชาวเขมรสู
งและลาว จึ
งมี
การติ
ดต่
อแลกเปลี่
ยน
ความสั
มพั
นธ์
ทางเศรษฐกิ
จ สั
งคมและวั
ฒนธรรม ทํ
าให้
ชาวกู
ยถู
กกลื
นเข้
าไปเป็
นส่
วนหนึ
่
งของ
วั
ฒนธรรมเขมรและลาว ดั
งจะเห็
นได้
จากข้
อมู
ลทางประวั
ติ
ศาสตร์
เมื่
อครั
้
งที่
ตั
้
งเมื
องสุ
ริ
นทร์
ใหม่
ๆ
นั
้
นมี
คนกู
ยทั
้
งเมื
อง ชาวเขมรสู
งมี
ปะปนบ้
างเล็
กน้
อย แต่
นานวั
นเข้
าวั
ฒนธรรมของเขมรสู
ง ก็
เข้
ามามี
อิ
ทธิ
พลเหนื
อวั
ฒนธรรมของชาวกู
ย ชาวกู
ยจึ
งถู
กกลื
นเข้
าไปเป็
นคนเขมรเกื
อบหมด