40
สํ
าคั
ญ ของความเป็
นมนุ
ษย์
เป็
นสองสิ ่
งที่
แยกออกจากกั
นไม่
ได้
และมี
ความสั
มพั
นธ์
ซึ
่
งกั
นและกั
น
อย่
างลึ
กซึ
้
ง สิ
่
งที่
แยกสั
งคมหนึ
่
ง ว่
าต่
างจากสั
งคมหนึ
่
ง ก็
คื
อวั
ฒนธรรม ในขณะเดี
ยวกั
นวั
ฒนธรรมก็
เกิ
ดขึ
้
น เพื่
อตอบสนองความต้
องการ ทางสั
งคมและจิ
ตใจของมนุ
ษย์
วั
ฒนธรรมเป็
นสิ ่
งที่
ช่
วยประสาน
และผู
กมั
ดคนไว้
ในสั
งคมเดี
ยวกั
น และช่
วยให้
สั
งคมคงอยู
่
ได้
การศึ
กษาสภาพแวดล้
อมทางสั
งคม โดย
ใช้
มุ
มมองหลาย ๆ มุ
มมองจนกระทั
่
วสามารถมองภาพสั
งคมได้
โดยภาพรวม ย่
อมเป็
นประโยชน์
ที่
จะ
ทํ
าให้
สามารถนํ
าไปใช้
ในการวางแผน เพื่
อพั
ฒนาคน ที่
อยู
่
ในสั
งคม เพื่
อให้
เกิ
ดการเรี
ยนรู
้
เข้
าใจ และ
สามารถนํ
าไปปฏิ
บั
ติ
งาน จนได้
ผลที่
เป็
น รู
ปธรรมก่
อให้
เกิ
ดการพั
ฒนาต่
าง ๆ ในสั
งคมขึ
้
นได้
สิ ่
งที่
นํ
าเสนอมาตั
้
งแต่
ต้
น เป็
นเพี
ยงทฤษฎี
ที่
เป็
นมุ
มมองทางสั
งคมวิ
ทยา และวั
ฒนธรรมบางส่
วน
รายละเอี
ยดในการวิ
เคราะห์
มองสั
งคมสภาพสั
งคม ย ั
งมี
อี
กหลายอย่
าง ซึ
่
งนั
กศึ
กษา สามารถค้
นคว้
า
ศึ
กษาได้
การค้
นคว้
าศึ
กษา โดยถึ
งแก่
นแท้
ของศาสตร์
นั
้
น ๆ จะเป็
นประโยชน์
ในการมองสภาพสั
งคม
ได้
เป็
นอย่
างดี
และย่
อมเป็
นประโยชน์
อย่
างยิ ่
ง ต่
อผู
้
ที่
จะเป็
นนั
กพั
ฒนาทรั
พยากรมนุ
ษย์
ในการที่
จะ
พั
ฒนาคน ในสั
งคมให้
สอดคล้
องกั
บสั
งคม ที่
เป็
นอยู
่
ต่
อไป
แนวคิ
ดเรื่
องสภาพสั
งคมและประเพณี
งานแต่
งงานของชาติ
พั
นธุ
์
เขมร ส่
วย เยอ ผู
้
ไทย และญ้
อ
เขมรเป็
นชนชาติ
ที่
พู
ดภาษาในตระกู
ลมอญ เขมร ปั
จจุ
บั
นเขมรก็
ไม่
ผิ
ดแผกกั
บชนชาติ
อื่
นๆ
เป็
นพวกที่
ผสมกั
บชาติ
อื่
นทั
้
งในด้
านเชื
้
อชาติ
และวั
ฒนธรรม ก่
อนที่
จะอพยพเข้
ามาอาศั
ยอยู
่
ในถิ ่
น
ปั
จจุ
บั
นนี
้
เชื่
อว่
าดิ
นแดนแถบนี
้
เป็
นถิ
่
นเดิ
มของชนชาติ
เงาะ (Froto - melanesian) และชนชาติ
อิ
น
โดเนเซี
ยน (Indo - malay) เมื่
อชนชาติ
เขมรอพยพเข้
ามาถึ
งลุ
่
มแม่
นํ
้
าโขง ก็
ได้
เผชิ
ญหน้
ากั
บชนชาติ
ต่
างๆ ในแถบนั
้
นพวกจาม พวกม่
าระแก และข่
าจรวยเป็
นต้
น เขมรก็
เป็
นส่
วนใหญ่
เหมื
อนพวก
เหล่
านั
้
นๆ (ราชบั
ณฑิ
ตยสถาน. 2504 : 1664 - 1668) กล่
าวโดยทั
่
วไปแล้
วเขมรและไทยคล้
ายกั
น
มาก ผิ
ดแต่
พวกเขมรจะมี
ผิ
วคลํ
้
ากว่
าคนไทยและนิ
ยมไว้
หนวดเครารุ
่
มร่
าม ด้
านความเป็
นอยู
่
การนั
บ
ถื
อศาสนา ขนบธรรมเนี
ยมประเพณี
และวั
ฒนธรรม จะมี
ความคล้
ายคลึ
งกั
บวั
ฒนธรรมของคนไทย
หรื
อไทยลาวมาก เขมรรั
กษาของตนไว้
เป็
นอย่
างดี
ผิ
ดกั
บพวกกุ
ย ซึ
่
งละเลยภาษาพู
ดของตนเสี
ยมาก
แล้
ว (คาร์
และไซเคนฟาเดน. 2509 : 26)
ประชาชนชาวเขมรได้
อพยพเข้
าสู
่
ภาคตะวั
นออกเฉี
ยงเหนื
อของประเทศไทยในเขตที่
เรี
ยก
กั
นว่
าหั
วเมื
องเขมรป่
าดง ในอดี
ตอาณาจั
กรพระนครหลวง (ประมาณคริ
สตวรรษที่
9-15 )สาเหตุ
ของ
การอพยพเนื่
องมาจากการสู
้
รบระหว่
างอาณาจั
กรไทยกั
บกั
มพู
ชา เช่
น ในสมั
ยของพระเจ้
าตากสิ
น
มหาราช (2310 - 2325) ซึ
่
งประชาชนชาวเขมรได้
อพยพเข้
ามาอยู
่
ในพื
้
นที่
ในเขตสุ
ริ
นทร์
สั
งขะ
และขุ
ขั
นธ์
เป็
นจํ
านวนมาก การอพยพครั
้
งนี
้
มี
ขุ
นนางผู
้
ใหญ่
ของฝ่
ายเขมรเป็
นหั
วหน้
า เช่
น ออกญา