Page 48 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

38
โครงสร้
าง จะมี
หน้
าที่
ตามบทบาทของตนเอง ที่
ชั
ดเจน นอกจากนี
Landis ย ั
งชี
ให้
เห็
นว่
า Latent
Function คื
อสิ
งที่
นั
กศึ
กษาได้
นํ
าความรู
ประโยชน์
ที่
ได้
จาการเรี
ยนรู
ไปใช้
ในงานอาชี
พ และองค์
กรที่
นั
กศึ
กษา เข้
าไปทํ
างาน ซึ
งเป็
นผลลั
พธ์
ที่
เกิ
ดขึ
น และถื
อเป็
นหน้
าที่
แผงที่
ให้
ประโยชน์
ที่
เกิ
ดขึ
นโดย
กรณี
เดี
ยวกั
น เมื่
อใช้
มุ
มมองของ การอธิ
บายโดยทฤษฎี
การกระทํ
า ระหว่
างกั
นด้
วยสั
ญลั
กษณ์
เป็
นการ
กระทํ
าระหว่
างผู
เสนอ และนั
กศึ
กษา ผู
สอนพยายาม ที่
จะหาวิ
ธี
ตั
ดสิ
นว่
านั
กศึ
กษาเข้
าใจในวิ
ชาที่
เรี
ยน
วิ
ธี
ดั
งกล่
าวจะครอบคลุ
มอะไรบ้
าง เช่
น จะต้
องมี
การปรั
บวิ
ธี
การสื่
อความหมายระหว่
าง ผู
สอนกั
ผู
เรี
ยนให้
เข้
าใจกั
นอย่
างไร การสื่
อความระหว่
าง ผู
สอนกั
บผู
เรี
ยน ต้
องใช้
ระดั
บเสี
ยงระดั
บใด ภาษาทาง
ร่
างกาย ที่
ต้
องใช้
ประกอบจะ มี
ลั
กษณะอย่
างไรบ้
าง สั
ญลั
กษณ์
ที่
ใช้
สื่
อความหมาย สร้
างให้
เกิ
ดความ
สนใจ ปฏิ
กริ
ยาที่
โต้
ตอบ หรื
อก่
อให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลง พฤติ
กรรมของทั
งสองฝ่
าย คื
อ ผู
สอนและ
ผู
เรี
ยนอย่
างไรนั
น เป็
นผลที่
ปรากฏ ในการปะทะสั
งสรรค์
ระหว่
างผู
สอนกั
บผู
เรี
ยน ผู
เรี
ยนกั
บผู
เรี
ยน
ในห้
องเรี
ยนทางสั
งคมวิ
ทยา นั
นนอกจากจะวิ
เคราะห์
สภาพแวดล้
อมทางสั
งคม โดยใช้
ทฤษฏี
ทาง
สั
งคมวิ
ทยาแล้
ว นั
กสั
งคมศาสตร์
หลายคน ย ั
งวิ
เคราะห์
สั
งคม จากการเปลี่
ยนแปลง ทางวั
ฒนธรรมและ
สั
งคม ซึ
งนั
กวิ
เคราะห์
เหล่
านั
น มี
หลายคนที่
ไม่
นิ
ยม แยกคํ
าว่
า การเปลี่
ยนแปลงทางวั
ฒนธรรม ออก
จากคํ
าว่
า การเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม แต่
ก็
มี
จํ
านวนไม่
น้
อย ที่
แยกคํ
าดั
งกล่
าวออกจากกั
น พร้
อมทั
งให้
ความหมาย ของความแตกต่
างไว้
ชั
ดเจน ซึ
งจะมี
อยู
2 กลุ ่
ม คื
1. กลุ ่
มที่
มุ
งเน้
นอธิ
บายถึ
งการเปลี่
ยนแปลงทางวั
ฒนธรรม ได้
แก่
นั
มานุ
ษยวิ
ทยา ซึ
งอธิ
บายในลั
กษณะวิ
วั
ฒนาการทางวั
ฒนธรรม
2. กลุ
มที่
มุ
งเน้
นอธิ
บายถึ
งการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม ได้
แก่
นั
กสั
งคมวิ
ทยา
ซึ
งมุ ่
งเน้
นศึ
กษาสั
งคมมนุ
ษย์
ซึ
งย่
อมจะมี
ทั
งโครงสร้
างสั
งคม การจั
ดระเบี
ยบสั
งคม และการ
เปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม แต่
อย่
างไรก็
ดี
สั
งคมกั
บวั
ฒนธรรม จะอยู
ควบคู
กั
น ไม่
มี
สั
งคมมนุ
ษย์
สั
งคมใด
ไม่
ว่
าอดี
ตหรื
อในปั
จจุ
บั
นก็
ตาม ที่
มี
อยู
ได้
โดยปราศ จากวั
ฒนธรรม เพราะ "วั
ฒนธรรมคื
อ วิ
ถี
ชี
วิ
ทั
งหมด ของสั
งคมใดสั
งคมหนึ
ง" (Linton, 1945 : 30) ส่
วน "สั
งคม หมายถึ
ง กลุ ่
มคนที่
มาอยู
รวมกั
นอยู
อย่
างมี
ระเบี
ยบภายใต้
วิ
ถี
ชี
วิ
ต แบบใดแบบหนึ
ง" หรื
อจะพู
ดอย่
างง่
ายคื
อ สั
งคมประกอบด้
วยบุ
คคลต่
าง
ๆ มารวมกั
นเข้
า และวั
ฒนธรรมได้
แก่
แนวทางพฤติ
กรรม ที่
แต่
ละคนยึ
ดถื
อปฏิ
บั
ติ
สื
บต่
อกั
นมา
(Herskovit, 1948 : 29) มนุ
ษย์
เป็
นสั
ตว์
ที่
มี
วั
ฒนธรรม ถ้
าไม่
มี
วั
ฒนธรรม มนุ
ษย์
จะมี
พฤติ
กรรมเหมื
อน
ๆ กั
บสั
ตว์
อื่
น ๆ ทั ่
วไป วั
ฒนธรรมจึ
งเป็
นสมบั
ติ
ทางสั
งคม ของมนุ
ษย์
โดยเฉพาะ มนุ
ษย์
ได้
รั
วั
ฒนธรรม จากการเรี
ยนรู
มิ
ใช่
ติ
ดตั
วมาแต่
กํ
าเนิ
ด การเรี
ยนรู
จึ
งเป็
นคุ
ณสมบั
ติ
ประการหนึ
งของมนุ
ษย์
ดั
งนั
น การที่
มนุ
ษย์
มี
ความคิ
ด ทั
ศนคติ
รวมทั
งพฤติ
กรรมแตกต่
างกั
น จึ
งสื
บเนื่
องมาจาก การเรี
ยนรู
แตกต่
างกั
น มากกว่
าสาเหตุ
อื่
การเปลี่
ยนแปลงทางวั
ฒนธรรมจึ
งหมายถึ
ง การเปลี่
ยนแปลงในระบบระเบี
ยบ
แบบแผน ธรรมเนี
ยมประเพณี
หรื
แนวกํ
าหนดพฤติ
กรรมและการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม หมายถึ
ง การ