Page 47 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

37
ระหว่
างหน่
วยวิ
เคราะห์
ที่
มี
ขนาดเล็
ก และหน่
วยวิ
เคราะห์
ขนาดใหญ่
จะมี
ความแตกต่
างใน ปราก
การณ์
ทางสั
งคม เช่
น ศึ
กษาครอบครั
วกั
บที
มฟุ
ตบอล กลุ
มศาสนา หรื
อกลุ
มองค์
กรต่
าง ๆ ย่
อมจะมี
ปรากฏการณ์
ทางสั
งคม ที่
แตกต่
างกั
นออกไป
หลั
กพื
นฐานความคิ
ดเกี่
ยวกั
บสั
งคมนั
น การกระทํ
าและพฤติ
กรรมของคน เป็
ตั
วสร้
างสั
งคม (Social seting) และกฎระเบี
ยบของสั
งคม (Social rules) สั
งคมและกฎระเบี
ยบทาง
สั
งคม จึ
งมี
อิ
ทธิ
พลต่
อการกระทํ
า และพฤติ
กรรมของคน โดยหลั
กพื
นฐานดั
งกล่
าวข้
างต้
น เราสามารถ
ตอบปั
ญหาว่
าทํ
าไม สั
งคมทุ
กวั
นนี
จึ
งแตกต่
างจาก สั
งคมในอดี
ต เนื่
องจากการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ต การบริ
โภค
ความเป็
นอยู
แตกต่
างจากสั
งคมในอดี
ต เพราะความเปลี่
ยนแปลง และความเปลี่
ยนแปลงนั
น เป็
ผลผลิ
ตจากการกระทํ
าของคน คนเป็
นผู
สร้
างกระแส ทั
งความเป็
นอยู
เดิ
ม และสิ ่
งใหม่
ซึ
งท้
าทายสั
งคม
ที่
ตนเองอาศั
ยอยู
ในกรณี
ที่
จะรั
กษาไว้
ซึ
งสิ
งที่
เป็
นอยู
เดิ
มนั
น ถื
อเป็
นการรั
กษาสั
งคม ให้
เป็
นอยู
อย่
าง
ดั
งเดิ
ม แต่
ถ้
าสั
งคมมี
การปรั
บตั
ว จากความท้
าทาย จะทํ
าให้
สั
งคมเปลี่
ยนแปลงไปในสั
งคม ๆ หนึ
งจะมี
ลั
กษณะอยู
2 ลั
กษณะอยู
ในตั
วเองเสมอ นั
นคื
อ เมื่
อสั
งคมมี
การปรั
บปรุ
งเปลี่
ยนแปลง จะมี
การต่
อต้
าน
เกิ
ดขึ
น จากผู
ที่
สู
ญเสี
ยประโยชน์
ดั
งนั
น ในการวิ
เคราะห์
สั
งคม จึ
งต้
องดู
ทั
งสิ
งที่
ควรจะคงไว้
และสิ
งที่
ควรจะเปลี่
ยนแปลง ในการวิ
เคราะห์
โดย ใช้
ทฤษฎี
ทางสั
งคม ดั
งกล่
าวมาข้
างต้
นนั
น ทฤษฎี
ที่
ใช้
อธิ
บายสั
งคม ในระดั
บจุ
ลภาค ซึ
งจะอธิ
บายพฤติ
กรรมการกระทํ
า ความสั
มพั
นธ์
ของบุ
คคล จะใช้
ทฤษฎี
2 ทฤษฎี
ซึ
งอาจจะแตกเป็
น ทฤษฎี
ย่
อยอี
กมากมาย ทฤษฎี
หลั
ก 2 ทฤษฎี
ได้
แก่
ทฤษฎี
การ
กระทํ
าระหว่
างกั
นด้
วยสั
ญลั
กษณ์
(Symbolic Interaction) และทฤษฎี
แลกเปลี่
ยน (Social exchange
Theory) ส่
วนการอธิ
บายในระดั
บมหภาค จะใช้
ทฤษฎี
โครงสร้
างหน้
าที่
และทฤษฎี
ขั
ดแย ้
ในเอกสารนี
จะขอยกตั
วอย่
าง โดยใช้
การศึ
กษาของ Judson R. Landis (1980)
ซึ
งใช้
ทฤษฎี
โครงสร้
างหน้
าที่
ทฤษฎี
ขั
ดแย ้
ง และทฤษฎี
การกระทํ
า ระหว่
างกั
นโดยใช้
สั
ญลั
กษณ์
อธิ
บายสั
งคม ในห้
องเรี
ยน วิ
ชาสั
งคมวิ
ทยา ซึ
งเป็
นตั
วอย่
างที่
ชั
ดเจน ในการใช้
ทฤษฎี
ทั
งสามดั
งกล่
าว
ทํ
าไมสั
งคมห้
องเรี
ยน วิ
ชาสั
งคมวิ
ทยา จึ
งย ั
งคงมี
อยู
ได้
ถ้
าจะอธิ
บาย โดยมุ
มมองทฤษฎี
โครงสร้
าง
หน้
าที่
สั
งคมห้
องเรี
ยนวิ
ชาสั
งคมวิ
ทยา มี
หน้
าที่
ให้
ความรู
สร้
างประสบการณ์
ในการสื่
อความหมาย
ทางสั
งคมวิ
ทยา แก่
ผู
เรี
ยน ภายใต้
หน้
าที่
ดั
งกล่
าว จึ
งต้
องมี
อาจารย์
เป็
นผู
ให้
ความรู
คํ
าแนะนํ
า โครงสร้
าง
ของห้
องเรี
ยน จึ
งประกอบด้
วย อาจารย์
ผู
สอน นั
กศึ
กษา หั
วข้
อโดยย่
อ เนื
อหาสาระตามหลั
กสู
ตรที่
ใช้
สอน การเข้
าเรี
ยนในห้
องเรี
ยน เป็
นหน้
าที่
ของนั
กศึ
กษา ที่
จะต้
องเข้
าเรี
ยน และคาดหวั
งว่
า เมื่
อเข้
าเรี
ยน
ได้
รั
บความรู
แล้
วจะสอบผ่
าน ซึ
งถ้
าไม่
มี
ห้
องเรี
ยน ไม่
มี
การเรี
ยน สั
งคมนี
ก็
ไม่
สามารถดํ
าเนิ
นการไป
ได้
การสอบเป็
นหน้
าที่
หนึ
ง ที่
ต้
องทํ
าในห้
องเรี
ยน เนื่
องจากผลการสอบ ช่
วยให้
ผู
สอนทราบว่
า ผลการ
เรี
ยนของนั
กศึ
กษา เป็
นอย่
างไร เมื่
อผู
สอนมอบหมาย ให้
นั
กศึ
กษาทํ
างาน ในขณะที่
นั
กศึ
กษาฟั
ง อ่
าน
ทบทวน จดจํ
า และจั
ดทํ
างานที่
ได้
รั
บมอบหมายแล้
ว ส่
งงานให้
กั
บผู
สอน ตามที่
ผู
สอนคาดหมาย หรื
คาดหวั
ง ปรากฏการณ์
ของโครงสร้
างหน้
าที่
ทั
งหมดเป็
น Manifest functions ซึ
งทุ
กคนที่
อยู
ใน