33
สภาพแวดล้
อมทางสั
งคม หมายถึ
ง สภาพของความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างคนกั
บคน
ความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างคน กั
บสถาบั
นทางสั
งคม เช่
น สถาบั
นครอบครั
ว สถาบั
นสั
งคมการเมื
อง ชุ
มชน
วั
ฒนธรรมและประเพณี
เป็
นต้
น ดั
งนั
้
น การจะศึ
กษาสภาพแวดล้
อมทางสั
งคม จึ
งต้
องศึ
กษา
ความสั
มพั
นธ์
ทางสั
งคม และอาศั
ยความสั
มพั
นธ์
ทางสั
งคมอธิ
บายพฤติ
กรรมของคน ที่
อยู
่
ใน
ความสั
มพั
นธ์
นั
้
น ความสั
มพั
นธ์
ทางสั
งคม (Social relationship) มี
หลายประเภท เช่
น แบบเพื่
อน กลุ
่
ม
เพื่
อน แบบครอบครั
ว ญาติ
พี่
น้
อง ด้
านการศึ
กษา แบบชุ
มชน แบบชนชั
้
น แบบสมาคมและแบบสั
งคม
ขนาดของความสั
มพั
นธ์
แต่
ละประเภทจะมี
ขนาดเล็
ก กลาง หรื
อใหญ่
ขึ
้
นอยู
่
กั
บความสั
มพั
นธ์
ระหว่
าง
กลุ
่
มนั
้
น ๆ เช่
น ความสั
มพั
นธ์
ในกลุ ่
มเพื่
อน จะเป็
นความสั
มพั
นธ์
ขนาดเล็
ก ความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างคน
กั
บชุ
มชน หรื
อสมาคม จะเป็
นความสั
มพั
นธ์
ที่
มี
ขนาดใหญ่
ขึ
้
น จั
ดเป็
นความสั
มพั
นธ์
ขนาดกลาง และ
ถ้
าหากเป็
น ความสั
มพั
นธ์
ในสั
งคมชนชั
้
น หรื
อองค์
กรแบบราชการ จั
ดเป็
นความสั
มพั
นธ์
ขนาดใหญ่
นอกจากจะพิ
จารณาถึ
ง ขนาดของความสั
มพั
นธ์
แล้
ว ในเชิ
งคุ
ณภาพ จะต้
องมองถึ
ง ความเป็
นปึ
กแผ่
น
แน่
นหนา ความยึ
ดเหนี่
ยวทางสั
งคม ของสั
งคมนั
้
นๆ รวมไปถึ
งองค์
ประกอบ ของความสั
มพั
นธ์
ทาง
สั
งคม ในแต่
ละประเภท ได้
แก่
บุ
คคล บทบาทหน้
าที่
ระเบี
ยบทางสั
งคม ตลอดจนผลกระทบ ของ
ความสั
มพั
นธ์
ในสั
งคม ว่
ามี
ผลกระทบต่
อกั
นอย่
างไร
การอธิ
บายสภาพแวดล้
อมทางสั
งคม โดยใช้
ความสั
มพั
นธ์
ดั
งกล่
าวเป็
นการอธิ
บาย ในเชิ
งสั
งคมวิ
ทยา
ซึ
่
งมี
ลั
กษณะที่
สํ
าคั
ญ 4 ประการ
1. เป็
นการอธิ
บายในลั
กษณะเชิ
งความน่
าจะเป็
น (Probabilistic Thinking) ซึ
่
งจะ
อธิ
บายในลั
กษณะทั
่
วไป เช่
น "หากมี
สิ ่
งนี
้
...ลั
กษณะหรื
อสภาพอย่
างนี
้
...แล้
วจะเกิ
ดสิ
่
งนี
้
สภาพอย่
างนี
้
...
หรื
อผล อย่
างนี
้
เป็
นต้
น
2. การอธิ
บาย จะต้
องอาศั
ยทฤษฎี
สั
งคมวิ
ทยา ทฤษฎี
ใดทฤษฎี
หนึ
่
ง ซึ
่
งเป็
น
วิ
ทยาศาสตร์
เป็
นกรอบในการอธิ
บาย (Theoretical frame) ไม่
ได้
เป็
นการเดาอย่
างเลื่
อนลอย แม้
จะมี
เหตุ
ผลประกอบ ก็
ตาม
3. การอธิ
บายจะต้
องเป็
นการมองปั
จจั
ยรอบด้
าน (Holistic Approach) กล่
าวคื
อ
การศึ
กษาปรากฏการณ์
ทางสั
งคมเรื่
องใด ก็
จะต้
องมองไปรอบด้
าน ของปั
ญหาว่
า อาจสื
บเนื่
อง มาจาก
สาเหตุ
ใดได้
บ้
าง กรอบการมองในลั
กษณะดั
งกล่
าว มาจากทฤษฎี
โครงสร้
าง หน้
าที่
เป็
นส่
วนใหญ่
ซึ
่
ง
จะมองระบบสั
งคม ที่
มี
ความเชื่
อมโยง ของสาเหตุ
ของปั
ญหา เช่
น ปั
ญหาจราจรติ
ดขั
ด ใน
กรุ
งเทพมหานคร ก็
สามารถมองเห็
นได้
ว่
า ไม่
ได้
เกิ
ดจากรถมาก ถนนแคบ ถนนน้
อยเท่
านั
้
น แต่
สื
บ
เนื่
องมาจาก การที่
กรุ
งเทพฯ เป็
นเมื
องศู
นย์
กลาง ทางเศรษฐกิ
จ การศึ
กษา การเมื
อง การขนส่
ง รวมถึ
ง
นิ
สั
ยการใช้
รถ ของคนที่
ขาดวิ
นั
ย ไม่
เคารถกฎจราจร เป็
นต้
น
4. การอธิ
บายจะต้
องอาศั
ยข้
อมู
ลประวั
ติ
ศาสตร์
(Historicity) มาประกอบ โดยมี
การศึ
กษา จากสภาพปั
จจุ
บั
น ถอยหลั
งไปในอดี
ต เพื่
อหาดู
ว่
าอาจมี
สิ ่
งใด มาเป็
นเหตุ
ของปั
ญหาได้
บ้
าง