Page 36 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

26
เปลี่
ยนแปลงทางเศรษฐกิ
จ การเมื
อง สั
งคม และวั
ฒนธรรมในหมู
บ้
านอี
สานกรณี
บ้
านโนนตะแบก
พบว่
าปั
จจั
ยที่
ทํ
าให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงมี
5 ประการ คื
อ การเพิ
มประชากรภาวะนํ
าท่
วมที่
นาบ่
อยๆ
อํ
านาจรั
ฐ การคมนาคมที่
สะดวกขึ
น และการนํ
าพื
ชเศรษฐกิ
จ คื
อ ปอและมั
นสํ
าปะหลั
งเข้
ามาปลู
(สุ
วิ
ทย์
ธี
รศาสวั
ต และสมศั
กดิ
ศรี
สั
นติ
สุ
ข. 2529 : บทคั
ดย่
อ)
สมศั
กดิ
ศรี
สั
นติ
สุ
ข และสุ
วรรณ บั
วทวน (2525 : 164) ได้
ศึ
กษาวิ
จั
ยเรื่
อง การ
เปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและวั
ฒนธรรมของชุ
มชนสองแห่
งในจั
งหวั
ดขอนแก่
น คื
อ หมู
บ้
านอั
มพวั
และหมู
บ้
านคํ
าแก่
นคู
ณ จากการศึ
กษาวิ
จั
ยพบว่
า ลั
กษณะของการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและ
วั
ฒนธรรม ชุ
มชน หมู
บ้
าน ทั
งสองแห่
งนั
น การเปลี่
ยนแปลงในระบบเศรษฐกิ
จมี
แนวโน้
มที่
กํ
าลั
เปลี่
ยนแปลงจากระบบเศรษฐกิ
จแบบดั
งเดิ
มไปสู
ระบบเศรษฐกิ
จ สํ
าหรั
บการเปลี่
ยนแปลงระบบเครื
ญาติ
นั
นปรากฏว่
า ความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างเครื
อญาติ
ย ั
งมี
ความแน่
นแฟ้
น ในด้
านความสั
มพั
นธ์
ทาง
สั
งคมมากกว่
าด้
านเศรษฐกิ
จ การเปลี่
ยนแปลงในระบบกลุ
มทางสั
งคมนั
น หั
วหน้
าครอบครั
ว ทั
สองหมู
บ้
านเริ
มมี
สถานภาพ และบทบาทเพิ
มขึ
นบ้
าง และการเปลี่
ยนแปลงในระบบการพั
กผ่
อน
หย่
อนใจได้
เปลี่
ยนไปอย่
างรวดเร็
วโดยเฉพาะในด้
านที่
เกี่
ยวกั
บสิ ่
งอํ
านวยความสะดวกประเภทต่
างๆ
เช่
น โทรทั
ศน์
พั
ดลม เป็
นต้
วราคม ที
สุ
กะ (ม.ป.ป. : 208-209) ได้
ประมวลศั
พท์
ต่
างๆ ซึ
งมี
ความหมายว่
เปลี่
ยนแปลงไว้
หลายคํ
า กล่
าวคื
อ กระบวนการ วิ
วั
ฒนาการ เจริ
ญก้
าวหน้
า และการปรั
บตั
วซึ
อธิ
บายความหมายไว้
ดั
งนี
ความเปลี่
ยนแปลงในฐานะที่
เป็
น “กระบวนการ” การกระทํ
าอย่
างใด
อย่
างหนึ
งซึ
งเป็
นไปอย่
างต่
อเนื่
องและเป็
นขั
นตอน อาจหมายเอาทั
งที่
เป็
นไปตามธรรมชาติ
คื
เกิ
ดขึ
นเอง และที่
บุ
คคลกํ
าลั
งจั
ดสรรขึ
น ความเปลี่
ยนแปลงในฐานะที่
เป็
น “ความเจริ
ญก้
าวหน้
า”
หมายถึ
งการก้
าวไปสู
เป้
าหมายอย่
างใดอย่
างหนึ
งได้
กํ
าหนดไว้
ล่
วงหน้
าความเปลี่
ยนแปลงในฐานะที่
เป็
น “การปรั
บตั
ว” หมายถึ
งการที่
สิ
งมี
ชี
วิ
ตปรั
บปรุ
งตั
วเองเพื่
อให้
สามารถมี
ชี
วิ
ตอยู
ในสิ ่
สภาพแวดล้
อมนั
นๆ ได้
อย่
างเหมาะสม
เสถี
ยรโกเศศ (2524 : 65) กล่
าวถึ
งวั
ฒนธรรมว่
าจะสู
ญเสี
ยบุ
คลิ
กลั
กษณะของตนไป
หรื
อมี
ความเปลี่
ยนแปลงเป็
นความเจริ
ญก้
าวหน้
าก็
อยู
ที่
การสร้
างสรรค์
วั
ฒนธรรม ถ้
ารู
จั
กดึ
งเอาแต่
สิ ่
ที่
ดี
และผลั
กไสสิ
งที่
ไม่
ดี
เพราะถ้
าดึ
งเป็
นก็
ทํ
าให้
วั
ฒนธรรมของตนงอกงาม ถ้
าผลั
กไสไม่
เป็
นก็
จะทํ
ให้
วั
ฒนธรรมของตนหมดลุ
คลิ
กลั
กษณะ และปั
จเจกภาพไป โดยถู
กกลื
นเข้
าไปอยู
ในวั
ฒนธรรมของ
อี
กฝ่
ายหนึ
ง หรื
อถ้
าทั
งสองฝ่
ายมี
แรงเท่
ากั
นต่
างก็
จะกลื
นกั
น กลายเป็
นอี
กวั
ฒนธรรมหนึ
งไป
ส. ศิ
วรั
กษ์
(2531 : 19-20) กล่
าวถึ
งวั
ฒนธรรมว่
า เพิ
งมี
การนํ
ามาใช้
ในสมั
ยรั
ชกาล
ที่
7 หรื
อที่
8 นี
เอง เดิ
มที
เดี
ยวเรี
ยกว่
า “พฤติ
กรรม” วั
ฒนธรรมก็
คื
อการประพฤติ
ปฏิ
บั
ติ
อะไรก็
ตามที่
ทํ
าให้
มนุ
ษย์
เจริ
ญเติ
บโตโดยคนในชุ
มชนใดก็
ได้
โดยไม่
จํ
าเป็
นต้
องเป็
นชุ
มชนเมื
อง หมายความ
ว่
าสั
งคมไหนๆ ก็
มี
วั
ฒนธรรมไม่
ว่
าจะเป็
นสั
งคมหมู
บ้
าน สั
งคมชาวป่
าทั
งหมดล้
วนมี
วั
ฒนธรรมทั
งสิ