23
- ในการศึ
กษาและการวิ
เคราะห์
สั
งคมต้
องมองว่
า สั
งคมทั
้
งหมดเป็
นระบบหนึ
่
งที่
แต่
ละส่
วนจะมี
ความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างกั
น
- ความสั
มพั
นธ์
คื
อสิ
่
งที่
สนั
บสนุ
นซึ
่
งกั
นและกั
นอย่
างเป็
นเหตุ
เป็
นผล
- ระบบสั
งคมเป็
นการเคลื่
อนไหวเข้
าสู
่
ความสมดุ
ลการปรั
บความสมดุ
ลย์
ของ
ระบบจะทํ
าให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงภายในระบบตามไปด้
วยความต่
อเนื่
องของกระบวนการของ
ข่
าวสารจากภายในและภายนอก นอกจากนี
้
ทฤษฎี
ระบบย ั
งมองว่
า ความขั
ดแย ้
ง ความตึ
งเครี
ยดและ
ความไม่
สงบสุ
ขภายในสั
งคมก็
เป็
นสาเหตุ
หนึ
่
งของการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม แต่
อย่
างไรก็
ตามทฤษฎี
ระบบก็
มี
ข้
อจํ
ากั
ดในการศึ
กษาการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม เนื่
องจากในการวิ
เคราะห์
ตามทฤษฎี
ระบบ
เป็
นการศึ
กษาเฉพาะเรื่
อง จึ
งทํ
าให้
ไม่
สามารถศึ
กษาความสั
มพั
นธ์
กั
บระบบอื่
นได้
อย่
างลึ
กซึ
้
ง
4.ทฤษฎี
จิ
ตวิ
ทยา-สั
งคม (Social-Psychological theory) จากแนวความคิ
ดด้
าน
จิ
ตวิ
ทยา-สั
งคม เสนอว่
า การพั
ฒนาทางสั
งคมเกิ
ดจากการทํ
างานของปั
จจั
ยทางด้
านจิ
ตวิ
ทยาที่
เป็
นแรง
ขั
บให้
ประชาชนมี
การกระทํ
า มี
ความกระตื
อรื
อร้
น มี
การประดิ
ษฐ์
มี
การค้
นพบ มี
การสร้
างสรรค์
มี
การ
แย่
งชิ
ง มี
การก่
อสร้
าง และพั
ฒนาสิ ่
งต่
างภายในสั
งคม นั
กสั
งคมวิ
ทยาที่
ใช้
ปั
จจั
ยทางด้
านจิ
ตวิ
ทยา
อธิ
บายการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม มี
ดั
งนี
้
แมค เวเบอร์
(Max Weber) เป็
นนั
กสั
งคมวิ
ทยาคนแรกที่
ใช้
หลั
กจิ
ตวิ
ทยามาใช้
ใน
การอธิ
บายการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม และในผลงานที่
ชื่
อว่
า The Protestant Ethic and the Spirit of
Capitalism เสนอว่
า การพั
ฒนาของในสั
งคมอุ
ตสาหกรรมสมั
ยใหม่
ตามลั
ทธิ
ทุ
นนิ
ยม มี
สาเหตุ
มาจาก
ปั
จจั
ยด้
านจิ
ตวิ
ทยา ที่
เกิ
ดขึ
้
นหลั
งสมั
ยศตวรรษที่
16 เมื่
อในยุ
โรปตะวั
นตกมี
การแพร่
กระจายคํ
าสอน
ของศาสนาคริ
สต์
ลั
ทธิ
โปรแตสแตน (Protestant ethic) ที่
สอนให้
ศาสนิ
กชนเกิ
ดจิ
ตวิ
ญญาณแบบทุ
น
นิ
ยม (Spirit of Capitalism) เป็
นนั
กแสวงหาสิ
่
งใหม่
มุ ่
งสู
่
ความสํ
าเร็
จเพื่
อให้
เกิ
ดการยอมรั
บ ทํ
างาน
หนั
กเพื่
อสะสมความรํ
่
ารวย เก็
บออมเพื่
อนํ
าไปใช้
ในการลงทุ
น สร้
างกํ
าไรอย่
างต่
อเนื่
อง เวเบอร์
ย ั
ง
เสนอว่
า การพั
ฒนาของจิ
ตวิ
ญญาณแบบทุ
นนิ
ยมทํ
าให้
เกิ
ดลั
ทธิ
ความมี
เหตุ
ผล (Rationalism) ซึ
่
งภายใต้
สั
งคมที่
ใช้
ความมี
เหตุ
ผลจะทํ
าให้
บุ
คคลมี
ความน่
าเชื่
อถื
อ ซื่
อสั
ตย์
สุ
จริ
ต ยอมรั
บสิ
่
งใหม่
และสามารถ
เปลี่
ยนแปลงเข้
าสู
่
สภาวะแวดล้
อมใหม่
ๆ เวเบอร์
เชื่
อว่
า อิ
ทธิ
พลของความคิ
ด ความเชื่
อ และบุ
คลิ
กภาพ
ของคนในสั
งคมภายใต้
สภาวะดั
งกล่
าวมี
ผลทํ
าให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมตามมา
อี
วี
เรทท์
อี
เฮเกน (Everett E. Hagen) มี
แนวความคิ
ดสอดคล้
องกั
บเวเบอร์
ที่
ว่
า
การเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมมี
การเริ
่
มต้
นมาจากการพั
ฒนาทางด้
านเศรษฐกิ
จ และเสนอว่
า การเปลี่
ยน
จากสั
งคมดั
้
งเดิ
ม (Traditional) ไปสู
่
สั
งคมสมั
ยใหม่
(Modern) จะมี
ผลทํ
าให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงใน
บุ
คลิ
กภาพของบุ
คคล (Personality) โดยเสนอว่
า บุ
คลิ
กภาพของคนในสั
งคมดั
้
งเดิ
มมี
ลั
กษณะตายตั
วที่
ถู
กกํ
าหนดโดยกลุ
่
มสั
งคม เป็
นบุ
คลิ
กของคนที่
ต้
องมี
การสั
่
งการด้
วยบั
งคั
บบั
ญชา ไม่
มี
ความคิ
ดริ
เริ
่
ม
สร้
างสรรค์
และไม่
มี
การประดิ
ษฐ์
คิ
ดค้
น เพราะคนเหล่
านั
้
นมองโลกยถากรรมมากกว่
าที่
จะมองโลก