21
- เกิ
ดตั
วแทนทางการเมื
องเพื่
อทํ
าการรั
กษาผลประโยชน์
ของแต่
ละชนชั
้
น
- เกิ
ดการปฏิ
วั
ติ
การเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมตามแนวความคิ
ดของมาร์
กซ์
เป็
นการต่
อสู
่
ระหว่
าง
ระหว่
างชนชั
้
นในสั
งคม โดยใช้
แนวความคิ
ดวิ
ภาษวิ
ธี
(Dialectical) ที่
เริ
่
มจาก การกระทํ
า (Thesis) ซึ
่
ง
เป็
นสาเหตุ
ของ การเปลี่
ยนแปลงการกระทํ
า (Antithesis) และเกิ
ดการกระทํ
าแบบใหม่
(Synthesis)
ตามมา
ลิ
วอิ
ส เอ. โคเซอร์
(Lewis A. Coser) เป็
นนั
กทฤษฎี
ความขั
ดแย ้
ง ที่
มองว่
า ความ
ขั
ดแย ้
งก่
อให้
เกิ
ดผลทั
้
งด้
านบวกและด้
านลบ และอธิ
บายว่
า ความขั
ดแย ้
งเป็
นส่
วนหนึ
่
งของ
กระบวนการขั
ดเกลาทางสั
งคม ไม่
มี
กลุ
่
มทางสั
งคมกลุ
่
มใดกลุ ่
มหนึ
่
งที่
มี
ความสมานสามั
คคี
อย่
าง
สมบู
รณ์
เพราะความขั
ดแย ้
งเป็
นส่
วนหนึ
่
งของสภาวะหนึ
่
งของมนุ
ษย์
ทั
้
งในความเกลี
ยดและความรั
ก
ต่
างก็
มี
ความขั
ดแย ้
งทั
้
งสิ
้
น ความขั
ดแย ้
งสามารถแก้
ปั
ญหาความแตกแยกและทํ
าให้
เกิ
ดความสามั
คคี
ภายในกลุ ่
มได้
เพราะในกลุ
่
มมี
ทั
้
งความเป็
นมิ
ตรและความเป็
นศั
ตรู
อยู
่
ด้
วยกั
น โคเซอร์
มี
ความเห็
นว่
า
ความขั
ดแย ้
งเป็
นตั
วสนั
บสนุ
นให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม สามารถทํ
าให้
สั
งคมเปลี่
ยนชี
วิ
ตความ
เป็
นอยู
่
จากด้
านหนึ
่
งไปสู
่
อี
กด้
านหนึ
่
งได้
เพราะหากสมาชิ
กในสั
งคมเกิ
ดความไม่
พึ
งพอใจต่
อสั
งคมที่
เขาอยู
่
เขาจะพยายามทํ
าการเปลี่
ยนแปลงสถานการณ์
นั
้
น ๆ ให้
เป็
นไปตามเป้
าหมายของเขาได้
นอกจากนี
้
โคเซอร์
ย ั
งเสนอว่
า ความขั
ดแย ้
งย ั
งสามารถทํ
าให้
เกิ
ดการแบ่
งกลุ ่
ม ลดความเป็
นปรปั
กษ์
พั
ฒนาความซั
บซ้
อนของโครงสร้
างกลุ
่
มในด้
านความขั
ดแย ้
งและร่
วมมื
อ และสร้
างความแปลกแยกกั
บ
กลุ
่
มต่
าง ๆ เป็
นต้
น
ราล์
ฟ ดาห์
เรนดอร์
ฟ (Ralf Dahrendorf) เป็
นนั
กสั
งคมวิ
ทยาชาวเยอรมั
น ที่
ปฏิ
เสธ
แนวความคิ
ดของมาร์
กซ์
ที่
ว่
า ชนชั
้
นในสั
งคมเกิ
ดจากปั
จจั
ยการผลิ
ต และเสนอว่
า ความไม่
เท่
าเที
ยมกั
น
ในสั
งคมนั
้
นเกิ
ดจากความไม่
เท่
าเที
ยมกั
นในเรื่
องของสิ
ทธิ
อํ
านาจ (Authority) กลุ
่
มที่
เกิ
ดขึ
้
นภายใน
สั
งคมสามารถแบ่
งออกได้
เป็
นสองประเภทคื
อ กลุ ่
มที่
มี
สิ
ทธิ
อํ
านาจกั
บกลุ ่
มที่
ไม่
มี
สิ
ทธิ
อํ
านาจ สั
งคมจึ
ง
เกิ
ดกลุ
่
มแบบไม่
สมบู
รณ์
(Guasi-groups) ของทั
้
งสองฝ่
ายที่
ต่
างก็
มี
ผลประโยชน์
แอบแฝง (Latent
interest) อยู
่
เบื
้
องหลั
ง ดั
งนั
้
นแต่
ละฝ่
ายจึ
งต้
องพยายามรั
กษาผลประโยชน์
ของตนเอาไว้
โดยมี
ผู
้
นํ
าทํ
า
หน้
าที่
ในการเจรจาเพื่
อปรองดองผลประโยชน์
ซึ
่
งกั
นและกั
น ระดั
บของความขั
ดแย ้
งที่
เกิ
ดขึ
้
นจะ
รุ
นแรงมากหรื
อรุ
นแรงน้
อยนั
้
นขึ
้
นอยู
่
กั
บการจั
ดการและการประสานผลประโยชน์
ของกลุ
่
มที่
ครอบง ํ
า
และเสนอความคิ
ดว่
า ความขั
ดแย ้
งที่
เกิ
ดขึ
้
นในสั
งคมเป็
นผลมาจากความกดดั
นจากภายนอกโดยสั
งคม
อื่
น ๆ และความขั
ดแย ้
งที่
เกิ
ดขึ
้
นในสั
งคมสามารถควบคุ
มได้
ด้
วยการประนี
ประนอม ตามแนวความคิ
ด
ของดาห์
เรนดอร์
ฟ ความขั
ดแย ้
งสามารถทํ
าให้
โครงสร้
างมี
การเปลี่
ยนแปลงได้
ประเภทของการ
เปลี่
ยนแปลง ความรวดเร็
วของการเปลี่
ยนแปลง และขนาดของการเปลี่
ยนแปลงขึ
้
นอยู
่
กั
บเงื่
อนไขของ
การเปลี่
ยนแปลง เช่
น อํ
านาจของกลุ
่
ม ความกดดั
นของกลุ ่
ม