19
วิ
วั
ฒนาการเสนอว่
า การเปลี่
ยนแปลงของสั
งคมเป็
นกระบวนการที่
มี
การเปลี่
ยนแปลงอย่
างเป็
นขั
้
นตอน
ตามลํ
าดั
บโดยมี
การเปลี่
ยนแปลงจากขั
้
นหนึ
่
งไปสู
่
อี
กขั
้
นหนึ
่
งในลั
กษณะที่
มี
การพั
ฒนาและก้
าวหน้
า
กว่
าขั
้
นที่
ผ่
านมา มี
การเปลี่
ยนแปลงจากสั
งคมที่
มี
รู
ปแบบเรี
ยบง่
ายไปสู
่
รู
ปแบบที่
สลั
บซั
บซ้
อนมากขึ
้
น
และมี
ความเจริ
ญก้
าวหน้
าไปเรื่
อย ๆ จนเกิ
ดเป็
นสั
งคมที่
มี
ความสมบู
รณ์
ตั
วอย่
างของนั
กสั
งคมวิ
ทยาที่
สร้
างทฤษฎี
การเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมโดยใช้
แนวความคิ
ดวิ
วั
ฒนาการ มี
ดั
งนี
้
ออกุ
สต์
กองต์
(Auguste Comte) เสนอว่
า สั
งคมมนุ
ษย์
มี
พั
ฒนาการและการ
เปลี่
ยนแปลงด้
านความรู
้
(Knowledge) ผ่
าน 3 ขั
้
นตอน ตามลํ
าดั
บ คื
อ จากขั
้
นเทววิ
ทยา (Theological
stage) ไปสู
่
ขั
้
นอภิ
ปรั
ชญา (Metaphysical stage) และไปสู
่
ขั
้
นวิ
ทยาศาสตร์
(Positivistic stage)
ลิ
วอิ
ส เฮนรี่
มอร์
แกน (Lewis Henry Morgan) เสนอว่
า สั
งคมจะมี
ขั
้
นของการ
พั
ฒนา 3 ขั
้
นคื
อ จากสั
งคมคนป่
า (Savage) ไปสู
่
สั
งคมอนาอารยชน (Barbarian) และไปสู
่
สั
งคมอารย
ธรรม (Civilized)
เฮอร์
เบิ
ร์
ต สเปนเซอร์
(Herbert Spencer) เสนอว่
า วิ
วั
ฒนาการของสั
งคมนุ
ษย์
เป็
น
แบบสายเดี
ยว (Unilinear)ที่
ทุ
กสิ ่
งทุ
กอย่
างในจั
กรวาลมี
จุ
ดกํ
าเหนิ
ดมาจากแหล่
งเดี
ยวกั
นด้
วยและมา
รวมตั
วกั
นด้
วยกระบวนการสั
งเคราะห์
(Synthesis) ทํ
าให้
เกิ
ดพั
ฒนาการที่
ก้
าวหน้
าขึ
้
นและซั
บซ้
อนมาก
ขึ
้
นการพั
ฒนาของสั
งคมจะมี
วิ
วั
ฒนาการเป็
นไปตามกฎของธรรมชาติ
กล่
าวคื
อ มนุ
ษย์
ที่
มี
ความสามารถในการปรั
บตั
วให้
เข้
ากั
บสภาวะแวดล้
อมใหม่
ๆ ได้
เป็
นอย่
างดี
จะมี
ชี
วิ
ตอยู
่
รอดตลอดไป
และนํ
าไปสู
่
การพั
ฒนาที่
ดี
ขึ
้
นต่
อไป
เฟอร์
ดิ
นาน ทอยนี
ย์
(Ferdinand Tonnies) เสนอว่
า สั
งคมจะมี
การเปลี่
ยนแปลงจาก
สั
งคมแบบ Gemeinschaft ไปสู
่
สั
งคมแบบ Gesellschaft
โรเบิ
ร์
ต เรดฟิ
วด์
(Robert Redfield) เสนอว่
า การเปลี่
ยนแปลงของสั
งคมจะเริ
่
ม
จากสภาพของสั
งคมชาวบ้
าน (Folk) เปลี่
ยนแปลงไปสู
่
สั
งคมแบบเมื
อง (Urban)
ต่
อมาแนวความคิ
ดในการสร้
างทฤษฎี
การเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมแบบสายเดี
ยว (Unilinear) ที่
เสนอว่
า
การเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมต้
องเปลี่
ยนผ่
านแต่
ละขั
้
นที่
กํ
าหนดไว้
ได้
รั
บการโต้
แย ้
งว่
า
การเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม น่
าจะมี
วิ
วั
ฒนาการแบบหลายสาย (Multilinear) เพราะแต่
ละสั
งคมมี
จุ
ด
กํ
าเนิ
ดที่
แตกต่
างกั
น มี
รู
ปแบบของสั
งคมที่
แตกต่
างกั
น หรื
อแม้
ว่
าสั
งคมที่
มี
รู
ปแบบที่
เหมื
อนกั
นแต่
อาจจะมี
สาเหตุ
ของการเปลี่
ยแปลงที่
แตกต่
างกั
นก็
เป็
นได้
2. ทฤษฎี
ความขั
ดแย ้
ง (Conflict theory) เป็
นแนวความคิ
ดที่
มี
ข้
อสมมุ
ติ
ฐานที่
ว่
า
พฤติ
กรรมของสั
งคมสามารถเข้
าใจได้
จากความขั
ดแย ้
งระหว่
างกลุ ่
มต่
าง ๆ และบุ
คคลต่
าง ๆ เพราะการ
แข่
งขั
นกั
นในการเป็
นเจ้
าของทรั
พยากรที่
มี
ค่
าและหายาก มี
นั
กสั
งคมวิ
ทยาหลายท่
านที่
ใช้
ทฤษฎี
ความ
ขั
ดแย ้
งอธิ
บายการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคม แต่
ในที่
นี
้
จะเสนอแนวความคิ
ดของนั
กทฤษฎี
ความขั
ดแย ้
งที่
สํ
าคั
ญ 3 ท่
าน ดั
งนี
้