Page 63 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๔๙
กระโน้
ปติ
งต็
องไปแสดงต่
อหน้
าพระที่
นั ่
งทั
งในจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
และที่
พระตํ
าหนั
กภู
พานราชนิ
เวศน์
จั
งหวั
สกลนคร และจากนั
นก็
มี
โอกาสนํ
าไปแสดงในงานที่
ยิ
งใหญ่
ระดั
บชาติ
และนานาชาติ
หลายครั
ง เช่
น งานช้
าง
จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
งานชุ
มนุ
มลู
กเสื
อโลกซึ
งจั
ดขึ
นที่
กรุ
งเทพมหานคร
ในปี
พ.ศ. ๒๕๒๒ อาจารย์
พั
สตราภรณ์
วิ
สสุ
รั
กษ์
ได้
นํ
าเอาการแสดงกระโน้
ปติ
งต็
องเข้
าไปสอน
ให้
กั
บนั
กศึ
กษาวิ
ชาโทนาฏศิ
ลป์
วิ
ทยาลั
ยครู
สุ
ริ
นทร์
(มหาวิ
ทยาลั
ยราชภั
ฏสุ
ริ
นทร์
ในขณะนั
น)และได้
นํ
าออก
แสดงในงานต่
าง ๆ ควบคู
ไปกั
บการแสดงในชุ
ดอื่
น ๆ ทํ
าให้
กระโน้
ปติ
งต็
องเกิ
ดการแพร่
หลายเข้
าไปสู
โรงเรี
ยนต่
าง ๆ เช่
น โรงเรี
ยนสุ
รวิ
ทยาคาร โรงเรี
ยนโสตศึ
กษาสุ
ริ
นทร์
โรงเรี
ยนสุ
ริ
นทรศึ
กษา ฯลฯ
ยุ
คที่
๓ ปฏิ
รู
ปการศึ
กษา(พ.ศ. ๒๕๔๐ - ปั
จจุ
บั
น)
ในยุ
คนี
เป็
นยุ
คปฏิ
รู
ปการศึ
กษาสื
บเนื่
องมาจากรั
ฐธรรมนู
ญแห่
งราชอาณาจั
กรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐
ได้
ให้
ความสํ
าคั
ญต่
อการกระจายอํ
านาจ การมี
ส่
วนร่
วมของประชาชน และด้
านการศึ
กษา ศาสนาและ
วั
ฒนธรรม
พระราชบั
ญญั
ติ
การศึ
กษาแห่
งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็
นการรองรั
บรั
ฐธรรมนู
ญแห่
งราชอาณาจั
กร
ไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ จึ
งมี
กฎหมายการศึ
กษามารองรั
บคื
อซึ
งได้
บั
ญญั
ติ
ให้
มี
กระทรวงการศึ
กษา ศาสนา และ
วั
ฒนธรรม แต่
มี
การแก้
ไขและแบ่
งแยกกระทรวงทบวง กรม ในยุ
ครั
ฐบาลนายกทั
กษิ
ณ ชิ
นวั
ตร มี
การ
ปรั
บปรุ
งกระทรวง ทบวง กรม ได้
มี
การแยกการศึ
กษา ศาสนา และวั
ฒนธรรม ออกจากกั
นไปอยู
กระทรวง
และหน่
วยงานต่
าง ๆ แต่
การจั
ดการศึ
กษาในเรื่
องของหลั
กสู
ตรท้
องถิ
นย ั
งคงอยู
เช่
นเดิ
มใน พระราชบั
ญญั
ติ
การศึ
กษาแห่
งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่
แก้
ไขเพิ ่
มเติ
ม (ฉบั
บที่
๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยปรากฏในมาตรา
๒๗ วรรค ๒ ให้
สถานศึ
กษาขั
นพื
นฐานมี
หน้
าที่
จั
ดทํ
าสาระของหลั
กสู
ตรตามวั
ตถุ
ประสงค์
ในวรรคหนึ
งใน
ส่
วนที่
เกี่
ยวกั
บสภาพปั
ญหาในชุ
มชนและสั
งคมภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ
น คุ
ณลั
กษณะอั
นพึ
งประสงค์
เพื่
อเป็
สมาชิ
กที่
ดี
ของครอบครั
วชุ
มชน สั
งคม และประเทศชาติ
ในยุ
คปฏิ
รู
ปการศึ
กษาก่
อเกิ
ดการจั
ดทํ
าหลั
กสู
ตรท้
องถิ
น และหลั
กสู
ตรการศึ
กษาขั
นพื
นฐาน
พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้
กํ
าหนดหลั
กการ ข้
อ ๑ เป็
นการจั
ดการศึ
กษาเพื่
อความเป็
นเอกภาพของชาติ
มุ
งเน้
นความ
เป็
นไทย
ควบคู
ความเป็
นสากล และมี
จุ
ดหมาย ข้
อ ๘ มี
จิ
ตสํ
านึ
กในการอนุ
รั
กษ์
ภาษาไทย
ศิ
ลปะ วั
ฒนธรรม
ประเพณี
กี
ฬา
ภู
มิ
ปั
ญญาไทย
ทรั
พยากรธรรมชาติ
และสิ
งแวดล้
อม และมี
โครงสร้
างหลั
กสู
ตรที่
มี
การจั
ดแบ่
ช่
วงชั
นเรี
ยนออกเป็
น ๔
ช่
วงชั
น ตั
งแต่
ชั
นประถมปี
ที่
ถึ
ง ๖
โดยมี
กลุ
มสาระการเรี
ยนรู
ศิ
ลปะ
ประกอบด้
วย ๓ สาระ
ทั
ศนศิ
ลป์
ดนตรี
และนาฏศิ
ลป์
มี
การวิ
จั
ยในชั
นเรี
ยนที่
เป็
นบทบาทและภารกิ
จที่
ครู
ผู
สอนต้
องจั
ดทํ
าหลั
กสู
ตรท้
องถิ
น รวมทั
งการทํ
าผลงานเพื่
อเพิ
มวิ
ทยฐานะ ก่
อให้
เกิ
ดกระแสการศึ
กษา
ค้
นคว้
า วิ
จั
ย ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ
น ซึ
ง “กระโน้
ปติ
งต็
อง” เป็
นการละเล่
นและการแสดงหนึ
งที่
ได้
รั
บความสนใจ
และมี
การฟื
นฟู
อย่
างจริ
งจั
งในยุ
คนี