๑๔
ฟ้
อน – เต้
น ในพิ
ธี
กรรมดึ
กดํ
าบรรพ์
(สุ
จิ
ตต์
วงษ์
เทศ. ๒๕๓๒ : ๗๗)
ร่
องรอยดึ
กดํ
าบรรพ์
ของการฟ้
อนเต้
น มี
เค้
ามู
ลบางประการอยู
่
ในบรรดาภาพเขี
ยนสี
บนผนั
งถํ
้
า
เช่
น ในถํ
้
ารู
ปที่
เขาเขี
ยว ตํ
าบลลุ
่
มสุ
่
ม อํ
าเภอไทรโยค จั
งหวั
ดกาญจนบุ
รี
ซึ
่
งเป็
นภาพเขี
ยนสี
ที่
แสดงรู
ป
คนจั
บมื
อกั
นเป็
นแถวจํ
านวน ๔๙ คน มี
เครื่
องแสดงเพศทั
้
งหญิ
งและชาย (สมั
ยก่
อนประวั
ติ
ศาสตร์
ใน
ประเทศไทย ชิ
น อยู
่
ดี
: กรมศิ
ลปากร จั
ดพิ
มพ์
เมื่
อ ๒๕๑๐) ลั
กษณะดั
งกล่
าวนี
้
ย่
อมแสดงเหตุ
การณ์
อย่
างใดอย่
างหนึ
่
งซึ
่
งไม่
ใช่
ปกติ
แต่
ควรจะเป็
นเรื่
องของการละเล่
น (เต้
นฟ้
อน) ในพิ
ธี
กรรมอั
นศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
นอกจากนั
้
นย ั
งมี
ภาพเขี
ยนแสดงรู
ปคนยุ
คดึ
กดํ
าบรรพ์
ในที่
อื่
น ๆ อี
ก เช่
น ที่
เขาจั
นทน์
งาม
อํ
าเภอสี
คิ
้
ว จั
งหวั
ดนครราชสี
มา/ที่
ถํ
้
าคน วั
ดพระบาทบั
วบก และที่
บ้
านติ
้
ว ตํ
าบลเมื
องพาน อํ
าเภอ
บ้
านผื
อ จั
งหวั
ดอุ
ดรธานี
ซึ
่
งล้
วนเป็
นภาพกลุ
่
มคนน่
องโตเดิ
นเป็
นแถว ๆ ส่
วนภาพเขี
ยนสี
ที่
ภู
ปลาร้
า
จั
งหวั
ดอุ
ทั
ยธานี
มี
ภาพคนแสดงท่
าทางคล้
ายกํ
าลั
งเต้
นฟ้
อนอยู
่
ด้
วย
ภาพเขี
ยนบนสี
ผนั
งถํ
้
าเหล่
านี
้
มี
ความหมายอย่
างยิ ่
งต่
อวิ
ถี
ชี
วิ
ตของผู
้
คนในระบบความเชื่
อยุ
ค
ดึ
กดํ
าบรรพ์
เพราะถํ
้
าหรื
อเพิ
งผาที่
มี
ภาพเขี
ยนอยู ่
ด้
วยย่
อมเป็
นสถานที่
ศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ซึ
่
งอาจเที
ยบได้
กั
บ
ศาสนสถานของผู
้
คนและบ้
านเมื
องในสมั
ยหลั
ง ๆ ที่
ใช้
ประกอบพิ
ธี
กรรมหรื
อศาสนกิ
จ
กิ
ริ
ยาของผู
้
คนที่
อยู
่
บนภาพเขี
ยนเหล่
านี
้
ส่
วนมากเป็
นเรื่
องของการทํ
ามาหากิ
น การล่
าสั
ตว์
หรื
อกิ
จกรรมที่
เกี่
ยวกั
บวิ
ถี
ชี
วิ
ตด้
านอื่
น ๆ แต่
บางส่
วนของภาพมี
ผู
้
คนบางกลุ
่
มแสดงท่
าทางพิ
เศษที่
แตกต่
างไปจากกลุ
่
มอื่
น ๆ ซึ
่
งอาจพิ
จารณาเปรี
ยบเที
ยบกั
บลั
กษณะการละเล่
นในประเพณี
ของบรรดา
กลุ
่
มชนเผ่
าพั
นธุ
์
ต่
าง ๆ ที่
ย ั
งมี
สื
บเนื่
องต่
อมา (ชาวเขาในประเทศไทย บุ
ญช่
วย ศรี
สวั
สดิ
์
: ๒๕๐๖) เช่
น
ข่
า (ผี
) ตองเหลื
อง เป็
นพวกสั
ญจรร่
อนเร่
ไม่
อยู
่
เป็
นที่
จึ
งมั
กตี
เกราะเคาะไม้
เป่
าใบไม้
เป็
นเสี
ยง
สั
ตว์
ป่
าร้
อง เมื่
อขั
บลํ
าเต้
นฟ้
อนก็
ปรบมื
อเป็
นจั
งหวะ
ละว้
าหรื
อลั
วะ เป็
นชนเผ่
าดั
้
งเดิ
มที่
สํ
าคั
ญกลุ ่
มหนึ
่
ง จะตี
เกราะไม้
ไผ่
เรี
ยกว่
า “โกน” แล้
วเป่
าเขา
ควาย ดี
ดจ้
องหน่
อง ตี
ฆ้
องและกล้
องมโหระทึ
ก ใช้
กระบอกไม้
ไผ่
กระทุ
้
งดิ
น บางที
ก็
ใช้
เต้
นฟ้
อน
กระทบไม้
แล้
วขั
บลํ
าเพลงสั
้
น ๆ
ยื
ดยุ
บ ยุ
คโลหะ
หลั
กฐานทางโบราณคดี
ที่
สํ
าคั
ญอี
กยุ
คหนึ
่
งเป็
นลวดลายอยู
่
บนกลองมโหระทึ
กยุ
คโลหะจาก
ดองซอนในเวี
ยดนามภาคเหนื
อ เป็
นรู
ปคนกํ
าลั
งเป่
าแคนและมี
ช่
างฟ้
อนอย่
างน้
อย ๒ คนกํ
าลั
งทํ
ามื
อ
อ่
อนฟ้
อนกางแขนครึ
่
งข้
อทั
้
งสองข้
าง ท่
าทางคล้
ายฟ้
อนแคน หมอแคนและช่
างฟ้
อนแต่
งกายเหมื
อน ๆ
กั
นคล้
ายกั
บนุ ่
งผ้
าหรื
อเปลื
อกไม้
ยาวกรอมเกื
อบจรดพื
้
น มี
เทริ
ดขนนกสวมหั
วแลดู
สู
งและย ั
งมี
ประติ
มากรรมสั
มฤทธิ
์
เป็
นรู
ปหมอแคนผู
้
ชาย ๒ คนขี่
คอกั
นเป่
าแคน มี
ลั
กษณะประหนึ
่
งเต้
นโลดโผน
ในพิ
ธี
กรรม...ท่
าฟ้
อนแคนในยุ
คดั
งกล่
าว มี
ร่
องรอยแบบแผน “การทรงตั
ว” ที่
อาจกล่
าวได้
ว่
าเป็
น
“สามั
ญลั
กษณะ” ของประเพณี
การละเล่
นฟ้
อนระบํ
ารํ
าเต้
นในพิ
ธี
กรรมของผู
้
คนพื
้
นเมื
อง ดั
งที่
ม.ร.ว.คึ
กฤทธิ
์
ปราโมช อธิ
บายถึ
งสามั
ญลั
กษณะของการทรงตั
วว่
า ในช่
วงบนของร่
างกายตั
้
งแต่
หลั
ง
ไหล่
ลงไปถึ
งบั
้
นเอวจะต้
องตั
้
งตรง ช่
วงแขนทิ
้
งไว้
ให้
อ่
อนไหว ส่
วนขาให้
เคลื่
อนไหวไปตามลี
ลาของ