๑๒
ไม่
เคยหั
ดโขน หั
ดละคร...ท่
านจึ
งไม่
รู
้
ว่
าลั
กษณะอั
นแท้
จริ
งขั
้
นพื
้
นฐานของอาการฟ้
อนรํ
าไทยนั
้
นเป็
น
อย่
างไร ดู
แต่
ประวั
ติ
ศาสตร์
ซึ
่
งเป็
นตั
วหนั
งสื
อแล้
วก็
สั
นนิ
ษฐานไปตามนั
้
น... การฟ้
อนรํ
าไทยก็
เช่
นเดี
ยวกั
นจะดู
ให้
รู
้
เรื่
องก็
ต้
องเคยหั
ดและใกล้
ชิ
ดกั
บคนที่
เขาหั
ดมาแล้
วพอควร อยู
่
แต่
ใครจะวิ
จารณ์
หรื
อแสดงความคิ
ดเห็
นออกไปก็
แค่
นั
้
น ถึ
งแม้
จะถู
กบ้
างและกว้
างขวางเพี
ยงไร ก็
จะต้
องมี
ติ
ดขั
ดหรื
อมี
อะไรขาดอยู
่
บ้
าง
... ผมจึ
งขอแสดงความคิ
ดเห็
นไว้
ในที่
นี
้
ว่
า การฟ้
อนรํ
าไทยนั
้
นเป็
นไทยแท้
โดยสมบู
รณ์
ไม่
มี
อื่
นเจื
อปนและไม่
ได้
เอาของใครมาจากไหนเป็
นอั
นขาด (ม.ร.ว.คึ
กฤทธิ
์
ปราโมช. ๒๕๒๑ : ๗)
อรวรรณ ขมวั
ฒนา ได้
ศึ
กษาเรื่
องรํ
าไทยในศตวรรษที่
๒ แห่
งกรุ
งรั
ตนโกสิ
นทร์
เมื่
อปี
พ.ศ.
๒๕๒๘ แล้
วเสนอผลการวิ
เคราะห์
ที่
แสดงว่
านาฏศิ
ลป์
ไทยเป็
นศิ
ลปะที่
คนไทยคิ
ดขึ
้
นเอง ไม่
ใช่
ได้
มา
จากอิ
นเดี
ยแต่
อย่
างใด ดั
งนี
้
...ท่
ารํ
าไทยมิ
ได้
มี
รู
ปแบบหรื
อการแปลท่
าทางมาจากท่
ารํ
า ๑๐๘ ท่
าในตํ
าราฟ้
อนรํ
าของ
อิ
นเดี
ยและท่
ารํ
าของไทยแล้
ว พบว่
าท่
าที่
ใช้
เป็
นประจํ
าในการฟ้
อนรํ
าของอิ
นเดี
ยไม่
มี
อยู
่
ในท่
ารํ
าของ
ไทยเลย...เชื่
อว่
าท่
ารํ
าของไทยมี
การถ่
ายทอดรู
ปแบบเดิ
มมาตั
้
งแต่
ศตวรรษที่
๑ จนถึ
งศตวรรษที่
๒ แห่
ง
กรุ
งรั
ตนโกสิ
นทร์
...ผลการวิ
จั
ยค้
นคว้
าและรวบรวมอย่
างจริ
งจั
งแล้
วปรากฏว่
า หนั
งสื
อตํ
าราฟ้
อนรํ
ากั
บ
หนั
งสื
อตํ
านานละครอิ
เหนา มี
ประโยชน์
แก่
การค้
นคว้
าด้
านรํ
าไทยมาก และมี
ข้
อความที่
ทํ
าให้
การศึ
กษาค้
นคว้
าตํ
าราไทยในสมั
ยหลั
งสรุ
ปและอ้
าวว่
า รํ
าไทยมี
ฉบั
บท่
ารํ
ามาจากอิ
นเดี
ยโดยยึ
ดหลั
ก
ตํ
ารานาฏยศาสตร์
ของอิ
นเดี
ย ทั
้
ง ๆ ที่
ผู
้
นิ
พนธ์
หนั
งสื
อตํ
าราก็
มิ
ได้
มี
เจตนาชี
้
ว่
ารํ
าไทยมาจากอิ
นเดี
ย
(อรวรรณ ขมวั
ฒนา. ๒๕๓๐ : ๕๓-๕๔)
หลั
กฐานและเหตุ
ผลสํ
าคั
ญเรื่
องภู
มิ
หลั
งของท่
ารํ
าไทยจากการค้
นคว้
าวิ
จั
ยของ อรวรรณ
ขมวั
ฒนา ในครั
้
งนี
้
คื
อ ตํ
าราการอธิ
บายถึ
งลั
กษณะท่
ารํ
าและหลั
กฐานทางด้
านรํ
าไทยไม่
เคยมี
มาก่
อน
พ.ศ. ๒๔๖๔ การแสดงระบํ
ารํ
าฟ้
อนของไทย แม้
จะมี
มาตั
้
งแต่
ครั
้
งสุ
โขทั
ยเพิ
่
งจะมี
หลั
กฐานแน่
ชั
ด
ปรากฎขึ
้
นในสมั
ยกรุ
งศรี
อยุ
ธยา คื
อภาพรวมเป็
นลายลั
กษณ์
อั
กษรในหนั
งสื
อตํ
านานละครอิ
เหนา กั
บ
ตํ
าราที่
จั
ดทํ
าขึ
้
นในปี
พ.ศ.๒๔๖๔ และ ๒๔๖๖ นั
้
น มี
ข้
อความที่
ทํ
าให้
นั
กวิ
ชาการรุ
่
นใหม่
สรุ
ปว่
าท่
ารํ
า
ของไทยมี
พื
้
นฐานมาจากท่
ารํ
า ๑๐๘ ท่
าของอิ
นเดี
ย ซึ
่
งในความเห็
นของผู
้
วิ
จั
ยเห็
นว่
าหนั
งสื
อที่
เป็
นตํ
ารา
ทางด้
านรํ
าไทยดั
งกล่
าว มิ
ได้
เน้
นว่
าท่
ารํ
าไทยมาจากท่
ารํ
าของอิ
นเดี
ย เพี
ยงแต่
ถ้
อยคํ
าบางช่
วงใน
หนั
งสื
อไม่
ชั
ดเจน เช่
น ข้
อความว่
า
ชื่
อท่
ารํ
า
ใน
ตํ
าราไทย
ชื่
อคล้
ายกั
บ
ชื่
อท่
ารํ
า
ใน
ตํ
ารานาฏยศาสตร์
ของอิ
นเดี
ย
คํ
าว่
า “ ตํ
ารารํ
าไทย ” หมายถึ
ง ท่
ารํ
าภาพลายเส้
นที่
มี
ชื่
อประกอบขั
้
นต้
นว่
า เทพพนม
ปฐม พรหมสี่
หน้
า ฯลฯ
คํ
าว่
า “ ชื่
อท่
ารํ
า ” หมายถึ
ง ชื่
อที่
เป็
นคํ
าเขี
ยนใต้
ภาพ
ฉะนั
้
น คํ
าว่
า “ ตํ
ารารํ
าไทย ” มิ
ได้
หมายถึ
ง “ ท่
ารํ
าไทย ” ผู
้
ที่
เข้
าใจว่
าตํ
ารารํ
าไทย คื
อ ท่
ารํ
า
ไทยนั
้
นเป็
นเรื่
องไม่
ถู
กต้
อง ทั
้
งนี
้
เพราะถ้
อยคํ
าที่
เขี
ยนมุ
่
งถึ
ง
ชื่
อท่
ารํ
า
ใน
ตํ
ารารํ
าไทย
มิ
ใช่
ท่
ารํ
า
และ