Page 24 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๑๐
สุ
โขทั
ย การฟ้
อนรํ
าต่
าง ๆ เช่
น รํ
าแม่
ศรี
รํ
าเพลงเกี่
ยวข้
าว ฟ้
อนต่
าง ๆ ของไทยภาคเหนื
อและภาค
อี
สาน เป็
นแบบรํ
าของไทยแต่
โบราณที่
ตนไทยควรจะภู
มิ
ใจว่
าเป็
นของเราโดยแท้
เมื่
อไทยได้
รั
บวั
ฒนธรรมด้
านการละครของอิ
นเดี
ยเข้
ามา ศิ
ลปะแห่
งการเล่
นพื
นเมื
องของไทย
เราเองคื
อ ระบํ
ารํ
าเต้
นก็
ได้
วิ
วั
ฒนาการขึ
น มี
กํ
าหนดแบบแผนแห่
งศิ
ลปะการแสดงทั
งสามชนิ
ดไว้
เป็
ที่
แน่
นอนและบั
ญญั
ติ
คํ
าเรี
ยกศิ
ลปะแห่
งการแสดงดั
งกล่
าวข้
างต้
นว่
า โขน ละคร ฟ้
อนรํ
า เต้
นโขน รํ
ละคร
ศิ
ลปะแห่
งการเต้
นจั
ดเป็
นโขน คื
อ การแสดงชนิ
ดที่
ผู
เล่
นสวมหน้
ากากและเล่
นตามเรื่
อง
รามเกี
ยรติ
แสดงเหตุ
การณ์
ต่
าง ๆ ให้
ผู
ชมเข้
าใจ โดยใช้
ภาษานาฏศิ
ลป์
ประกอบการบรรเลงดนตรี
และ
มี
บทพากย์
เจรจา
ศิ
ลปะแห่
งการฟ้
อนรํ
า ถ้
าเป็
นการแสดงเรื่
องนิ
ยายพื
นเมื
องและเรื่
องชาดกจั
ดเป็
นละคร
ถื
อเป็
นกระบวนการรํ
าในการใช้
บทเป็
นสํ
าคั
ศิ
ลปะแห่
งการฟ้
อนรํ
าที่
ไม่
เป็
นเรื่
อง จั
ดเป็
นระบํ
าฟ้
อนซึ
งมี
ลี
ลาท่
าทางศิ
ลปะแห่
งการฟ้
อนรํ
ให้
ดู
สวยงาม
ระบํ
า ได้
แก่
ศิ
ลปะแห่
งการรํ
าประเภทต่
าง ๆ ที่
ผู
แสดงรํ
าพร้
อมกั
นเป็
นหมู
เช่
น ระบํ
าดาวดึ
งส์
ระบํ
าชุ
ดเทพบุ
ตรนางฟ้
า ระบํ
าเบิ
กโรงชุ
ดเมขลารามสู
ร ระบํ
านพรั
ตน์
ถ้
าเป็
นชุ
ดระบํ
ามี
ศิ
ลปะแบบ
ไทยเหนื
อก็
เรี
ยกว่
า ฟ้
อน เช่
น ฟ้
อนเงี
ยว ฟ้
อนเมื
อง ถ้
าเป็
นทางภาคตะวั
นออกเฉี
ยงเหนื
อก็
เรี
ยกว่
“เซิ
ง” เช่
น “เซิ
งกระติ
บข้
าว” ฯลฯ
กํ
าเนิ
ดนาฏกรรมการฟ้
อนรํ
าของไทย
(พั
นธ์
ทิ
พย์
ทองอร่
าม. ๒๕๓๕ : ๑๐-๑๕)
เกี่
ยวกั
บกํ
าเนิ
ดนาฏกรรมการฟ้
อนรํ
าของไทยนั
น มี
ผู
รู
ในวงการนาฏศิ
ลป์
เป็
นจํ
านวนมาก เชื่
ว่
าตํ
าราการฟ้
อนรํ
าของไทยนั
นเอาแบบอย่
างมาจากอิ
นเดี
ย อั
นเป็
นท่
ารํ
าของพระอิ
ศวรตามตํ
ารา
นาฏยศาสตร์
๑๐๘ ท่
า ของพระภรตฤษี
เป็
นเพราะในหนั
งสื
อตํ
าราฟ้
อนรํ
าตอนที่
๒ ว่
าด้
วยตํ
าราของ
ไทยกล่
าวไว้
ว่
“...ตํ
ารานาฏยศาสตร์
ซึ
งพรหมณ์
ชาวอิ
นเดี
ยนํ
ามาแสดงในสยามประเทศนี
รู
ปเป็
นอย่
างไรไม่
มี
ทางจะทราบแน่
ชั
ด... ถึ
งกระนั
นก็
ดี
พอจะมี
เค้
าเงื่
อนสั
นนิ
ษฐานได้
ว่
า ตํ
ารานาฏยศาสตร์
ที่
พวก
พราหมณ์
ชาวอิ
นเดี
ยนํ
าเข้
ามานั
น คงจะแปลออกเป็
นภาษาไทย ทั
งคั
มภี
ร์
ฤาบางส่
วน แล้
วบอกเล่
าสั ่
สอนกั
นสื
บมา ข้
อความที่
กล่
าวมานี
รู
ได้
ด้
วยมี
ตํ
าราท่
ารํ
าของไทยและมี
ชื่
อสํ
าหรั
บเรี
ยกท่
าต่
าง ๆ
ทํ
านองเดี
ยวกั
บตํ
ารานาฏยศาสตร์
ของชาวอิ
นเดี
ย แต่
จะแปลอย่
างไรข้
อนี
ทราบไม่
ได้
... ตํ
าราที่
เรี
ยบ
เรี
ยงไว้
ในหอสมุ
ดบั
ดนี
เก่
าแก่
ที่
สุ
ดเพี
ยงสร้
างขึ
นในสมั
ยรั
ชกาลที่
๑ กรุ
งรั
ตนโกสิ
นทร์
เป็
นตํ
าราท่
ารํ
ต่
าง ๆ เขี
ยนรู
ประบายสี
ปิ
ดทองเล่
ม ๑ เหลื
ออยู
แต่
สมุ
ดตอนข้
างต้
น ตอนปลายขาดหายไปเสี
ยแล้
ว อี
เล่
มหนึ
งเป็
นตํ
าราเหมื
อนเล่
มที่
กล่
าวมาแล้
ว แต่
เขี
ยนเป็
นลายเส้
น รู
ปภาพเป็
นฝี
มื
อช่
างสมั
ยรั
ชกาลที่
ฤา ๓ แต่
มี
ภาพบริ
บู
รณ์
ถึ
ง ๖๖ ท่
า สมุ
ดเล่
มนี
ได้
มาแต่
พระราชวั
งบวร เป็
นของคั
ดสํ
าเนามาจากเล่
รั
ชกาลที่
1 และเป็
นหลั
กฐานให้
รู
ว่
าท่
ารํ
าต่
าง ๆ ที่
ขาดไปจากเล่
มรั
ชกาลที่
๑ นั
นเป็
นท่
าใดบ้
าง... อาศั