๙
ของพระนารายณ์
มี
ความประสงค์
ที่
จะได้
ดู
การฟ้
อนรํ
าของพระศิ
วะ จึ
งได้
บํ
าเพ็
ญตนตามคํ
าแนะนํ
า
ของพระนารายณ์
จนกระทั ่
งความทราบถึ
งพระศิ
วะ พระองค์
จึ
งได้
ฟ้
อนรํ
าให้
พญาอนั
นตนาคราชดู
กาลต่
อมาพระศิ
วะมี
พระประสงค์
ที่
จะรวบรวมตํ
าราการฟ้
อนรํ
าให้
มนุ
ษย์
โลก จึ
งได้
มี
พระบั
ญชาให้
ภรตฤาษี
เป็
นผู
้
รวบรวมตํ
าราการฟ้
อนรํ
า
จะเห็
นได้
ว่
าพระศิ
วะทรงเป็
นผู
้
เชี่
ยวชาญการฟ้
อนรํ
าอย่
างยากที่
จะหาผู
้
ใดเปรี
ยบได้
ด้
วยเหตุ
นี
้
ชาวอิ
นเดี
ยทั
้
งหลายจึ
งนั
บถื
อพระศิ
วะว่
าทรงเป็
น นาฏราช คื
อ พระราชาแห่
งการฟ้
อนรํ
า โดยปั
จจุ
บั
น
ท่
าฟ้
อนรํ
าดั
งกล่
าวจะปรากฏอยู
่
ในเทวาลั
ยแห่
งหนึ
่
งในประเทศอิ
นเดี
ยชื่
อจิ
ทรั
มพรั
ม ซึ
่
งมี
ภาพแกะสลั
ก
หิ
นเป็
นรู
ปตั
วระบํ
าผู
้
หญิ
ง แสดงท่
ารํ
าต่
าง ๆ ๑๐๘ ท่
า อั
นเป็
นที่
มาของตํ
ารานาฏยศาสตร์
ซึ
่
งเป็
นแบบ
ฉบั
บท่
ารํ
านาฏศิ
ลป์
ของอิ
นเดี
ยและได้
เข้
ามาเผยแพร่
ในสมั
ยกรุ
งศรี
อยุ
ธยา เมื่
อประมาณปี
พ.ศ. ๑๘๐๐
ธนิ
ต อยู
่
โพธิ
์
(๒๕๓๑ : ๑) ศึ
กษาเรื่
องศิ
ลปะละครรํ
าหรื
อคู
่
มื
อนาฏศิ
ลป์
ไทย สรุ
ปได้
ว่
า กํ
าเนิ
ด
นาฏศิ
ลป์
ไทยว่
าเรื่
องนาฏศิ
ลป์
เป็
นศิ
ลปะด้
านหนึ
่
งที
มี
ขอบเขตกว้
างขวางโยงไปถึ
งนาฏศิ
ลป์
ของชาติ
ต่
าง ๆ ทั ่
วโลก ในเบื
้
องต้
นนี
้
จะพยายามพู
ดถึ
งนาฏศิ
ลป์
ไทยและหนั
กไปในทางวิ
จารณ์
ประวั
ติ
และ
กํ
าเนิ
ดนาฏศิ
ลป์
คํ
าว่
า นาฏศิ
ลป์
ถ้
าแปลอย่
างไม่
ประหย ั
ดก็
ว่
า “ความชํ
่
าชองในการละครฟ้
อนรํ
า”
ซึ
่
งเป็
นคํ
าแปลของผู
้
เขี
ยนเองเท่
าที่
เคยคลุ
กคลี
กั
บงานประเภทนี
้
มานานพอควร แต่
ในพจนานุ
กรมฉบั
บ
ราชบั
ณฑิ
ตยสถาน แปลไว้
ว่
า “นาฏศิ
ลป์
น. ศิ
ลปะในการละคร” ที่
ผู
้
แปล “ศิ
ลปะ” ว่
า “ความชํ
่
าชอง”
นั
้
น ก็
ด้
วยมี
ความเห็
นอยู
่
ว่
า ผู
้
มี
ศิ
ลปะที่
เราเรี
ยกว่
า “ศิ
ลปี
” หรื
อ “ศิ
ลปิ
น” ในบั
ดนี
้
นั
้
น จะต้
องเป็
นคนมี
ฝี
มื
อ ที่
มี
ความชํ
่
าชองชํ
านิ
ชํ
านาญในการปฏิ
บั
ติ
ได้
ดี
จริ
ง ๆ ด้
วย มิ
ใช่
สั
กแต่
มี
ความรู
้
บ้
าง เต้
นพอได้
บ้
าง
รํ
าพอได้
บ้
าง ศิ
ลปะแห่
งการละครฟ้
อนรํ
านั
้
นมี
มาแต่
ดึ
กดํ
าบรรพ์
คู
่
กั
บมนุ
ษยชาติ
และมี
อยู
่
ด้
วยกั
นใน
ทุ
กชาติ
ทุ
กภาษาจะแตกต่
างกั
นก็
แต่
แบบอย่
างทางศิ
ลปะและความละเอี
ยดประณี
ตตามความนิ
ยมขิ
งชน
ชาติ
นั
้
น ๆ ถ้
าท่
านสั
งเกตจะเห็
นว่
าในชี
วิ
ตประจํ
าวั
นของมนุ
ษย์
ก็
มี
อะไร ๆ เป็
นเรื่
องละครอยู
่
บ่
อย ๆ
และอากั
ปกิ
ริ
ยาของาคนเราก็
มี
เป็
นอั
นมากที่
เป็
นลี
ลาทางนาฏศิ
ลป์
เบื
้
องต้
น
จาตุ
รงค์
มนตรี
ศาสตร์
(๒๕๒๗ : ๑-๒) “ได้
ศึ
กษานาฏศิ
ลป์
ศึ
กษา สรุ
ปได้
ว่
าความเป็
นมาแห่
ง
นาฏศิ
ลป์
ไทยว่
า นั
กปราชญ์
ทางประวั
ติ
ศาสตร์
และโบราณคดี
ของไทยได้
ค้
นคว้
าหาหลั
กฐานเป็
นกร
แน่
นอนแล้
วว่
า นาฏศิ
ลป์
ไทยมี
มานานแล้
ว ตั
้
งแต่
ไทยย ั
งมี
อาณาจั
กรเป็
นปึ
กแผ่
นอยู
่
ในดิ
นแดน ซึ
่
งเป็
น
ประเทศจี
นอยู
่
ในบั
ดนี
้
แต่
การที่
ชาติ
ไทยถู
กรบกวนอยู
่
เรื่
อย ๆ เป็
นระยะ ๆ ทํ
าให้
ศิ
ลปะในด้
านนี
้
สู
ญ
หายไป เมื่
อตั
้
งตั
วได้
ใหม่
และบ้
านเมื
องอยู
่
ในความสงบก็
ฟื
้
นฟู
กั
นใหม่
ไทยเป็
นชาติ
ที
ปรั
บปรุ
งตั
งเอง
ให้
เข้
ากั
บสภาพการณ์
ต่
าง ๆ ได้
นั
บว่
าเป็
นลั
กษณะพิ
เศษของไทยอี
กส่
วนหนึ
่
ง เมื่
อได้
สมาคมกั
บชาติ
ต่
าง ๆ ก็
รู
้
จั
กเลื
อกเฟ้
นศิ
ลปวั
ฒนธรรมที่
ดี
ของชาติ
ที่
เคยสมาคมด้
วย และเมื่
อได้
มาตั
้
งถิ ่
นฐานอยู
่
ใน
สุ
วรรณภู
มิ
ซึ
่
งเดิ
มมี
ชาติ
ต่
าง ๆ อาศั
ยอยู
่
ก่
อนและผลั
ดกั
นมี
อํ
านาจอยู
่
แล้
ว เช่
น มอญ พม่
า ขอม และ
ละว้
า ชาติ
ต่
าง ๆ เหล่
านี
้
นิ
ยมอารยธรรมของอิ
นเดี
ยกั
นโดยมาก ชาติ
ไทยจึ
งได้
รั
บอิ
ทธิ
พลทาง
ศิ
ลปวั
ฒนธรรมจากอิ
นเดี
ยหลายด้
าน รวมทั
้
งนาฏศิ
ลป์
ด้
วย แต่
ทั
้
งนี
้
มิ
ได้
หมายความว่
าชาติ
ไทยแต่
โบราณจะไม่
รู
้
จั
กนาฏศิ
ลป์
รามี
การแสดงประเภทระบํ
ารํ
าเต้
นกั
นมานานแล้
ว อย่
างน้
อยที่
สุ
ดก็
ในสมั
ย