๘
เมื่
อประกอบพิ
ธี
ไหว้
ครู
ก็
ต้
องสมมุ
ติ
ว่
า บรรดาครู
อาจารย์
ทั
้
งเทพเจ้
า ฯลฯ เสด็
จมาในพิ
ธี
เพื่
ออํ
านวย
พรให้
ศิ
ษย์
ครู
ปั
ธยาย (ครู
ผู
้
ประกอบพิ
ธี
) จะอ่
านโองการอั
ญเชิ
ญเทพเจ้
าทุ
กพระองค์
และอั
ญเชิ
ญพระครู
ฤาษี
เทวดา นางฟ้
า อสู
ร วานร ครู
มนุ
ษย์
ซึ
่
งพํ
านั
กอยู
่
ตามแม่
นํ
้
าตามป่
าเขา เชิ
ญครู
ต่
างภาษา มาพร้
อม
กั
น ณ ปริ
มณฑล
ในการแสดงโขน ละคร การเดิ
นทางไปมาของตั
วละครนั
้
นจะต้
องมี
ดนตรี
ประกอบการ
เดิ
นทาง ผู
้
แสดงก็
รํ
าไปตามท่
ารํ
าที่
ได้
ประดิ
ษฐ์
ขึ
้
นไว้
แต่
ในพิ
ธี
ไหว้
ครู
นั
้
นไม่
มี
ผู
้
แสดง จึ
งมี
แต่
การ
บรรเลงเพลงหน้
าพาทย์
ซึ
่
งศิ
ลปิ
นและนั
กศึ
กษาวิ
ชานี
้
จํ
าเป็
นอย่
างยิ
่
งที่
จะต้
องรู
้
และฟั
งดนตรี
ที่
บรรเลง
ได้
อย่
างถู
กต้
องว่
าเพลงที่
บรรเลงนั
้
นชื่
ออะไร ใช้
บรรเลงเพื่
อประกอบการเดิ
นทางของเทพเจ้
าองค์
ใด
พาณี
สี
สวย (๒๕๔๐ : ๙-๑๒) ได้
ศึ
กษาเรื่
องสุ
นทรี
ยะของนาฏศิ
ลป์
ไทย สรุ
ปได้
ว่
า ที่
มาของ
นาฏศิ
ลป์
และศิ
ลปะทุ
ก ๆ ประเภทย่
อมมาจากธรรมชาติ
ทั
้
งสิ
้
น การฟ้
อนรํ
าเป็
นศิ
ลปะสาขาหนึ
่
ง
เรี
ยกว่
า นาฏศิ
ลป์
โดยดั
ดแปลงปรั
บปรุ
งมาจากธรรมชาติ
เช่
นเดี
ยวกั
บศิ
ลปะสาขาอื่
น ๆ การฟ้
อนรํ
า
เป็
นการเคลื่
อนไหวอวั
ยวะส่
วนต่
าง ๆ ตั
้
งแต่
ศี
รษะลงมาถึ
งเท้
า มนุ
ษย์
เราทุ
กคนต้
องมี
อารมณ์
รั
ก โกรธ
เศร้
าโศก บางขณะก็
มี
รื่
นเริ
งบั
นเทิ
งใจ และมั
กแสดงกิ
ริ
ยาท่
าทางเหล่
านั
้
นออกมาให้
ผู
้
อื่
นเข้
าใจ
ความหมายกิ
ริ
ยาท่
าทางต่
าง ๆ เหล่
านั
้
นได้
นํ
ามาปรั
บปรุ
งให้
เหมาะสมได้
สั
ดส่
วน จนกลายเป็
นท่
าฟ้
อน
รํ
า เช่
น การยกเท้
า ประเท้
า ตั
้
งวง เอี
ยงศี
รษะและหมุ
นตั
วในระยะแรกอาจจะไม่
งดงาม ต่
อมาได้
ปรั
บปรุ
งและกํ
าหนดสั
ดส่
วนให้
สวยงามยิ
่
งขึ
้
น ตามลํ
าดั
บนาฏศิ
ลป์
อาจมาจากการเซ่
นสรวงเทพเจ้
า
เพราะมนุ
ษย์
ต้
องอาศั
ยศาสนาเป็
นเครื่
องยึ
ดเหนี่
ยวจิ
ตใจด้
วยการนั
บถื
อสิ
่
งศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ช่
วยบั
นดาลให้
ได้
ในสิ ่
งที่
ตนปรารถนา โดยการทํ
าพิ
ธี
ต่
าง ๆ เช่
น ทํ
าพิ
ธี
บวงสรวง ถวายอาหาร สวดสรรเสริ
ญอ้
อนวอน
ขอพรและสุ
ดท้
ายมี
การฟ้
อนรํ
าถวาย เพื่
อให้
เป็
นที่
พอใจแก่
สิ ่
งศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
ทั
้
งหลายที่
ตนนั
บถื
อ การฟ้
อน
รํ
าต่
าง ๆ นั
้
น ได้
ดั
ดแปลงจากกิ
ริ
ยาท่
าทางตามธรรมชาติ
ให้
เป็
นรู
ปแบบกระบวนการรํ
าที่
เป็
นแบบแผน
และได้
แนวความคิ
ดมาจากตํ
านานการฟ้
อนรํ
าของอิ
นเดี
ย เนื่
องจากเป็
นที่
ยอมรั
บกั
นโดยทั
่
วไปแล้
วว่
า
ประเทศต่
าง ๆ ในภาคพื
้
นเอเชี
ย เอเชี
ยอาคเนย์
หลายประเทศรวมทั
้
งประเทศไทย ได้
รั
บอารยธรรมมา
จากประเทศอิ
นเดี
ยเป็
นส่
วนใหญ่
เมื่
อไทยได้
รั
บอารยธรรมของอิ
นเดี
ยเป็
นต้
นว่
า ลั
ทธิ
ศาสนา
ขนบธรรมเนี
ยมประเพณี
และศิ
ลปะแขนงต่
าง ๆ โดยมี
การพิ
จารณาอย่
างถี่
ถ้
วนแล้
ว ว่
าเป็
นอารยธรรม
ที่
มี
ระเบี
ยบแบบแผนที่
ดี
จึ
งได้
นํ
ามาดั
ดแปลงและยึ
ดถื
อเป็
นแบบฉบั
บ ตามความเห็
นชอบของไทย
การฟ้
อนรํ
าหรื
อวิ
ธี
การแสดงทางด้
านนาฏศิ
ลป์
เป็
นอารยธรรมของอิ
นเดี
ยแขนงหนึ
่
งที่
ไทยได้
แบบแผน
และแนวความคิ
ดเดิ
มมาจากอิ
นเดี
ย ทั
้
งนี
้
จะเห็
นได้
จากตํ
านานการฟ้
อนรํ
าของอิ
นเดี
ยตามที่
ปรากฏใน
“โกย ั
ลปุ
ราณะ” หรื
อ “โกย ั
ลปราณะ” คื
อตํ
านานเกี่
ยวกั
บความเป็
นมาของเทวลั
ยต่
าง ๆ ในศาสนาฮิ
นดู
ฉบั
บอิ
นเดี
ยได้
กล่
าวถึ
งตํ
านานการต่
อสู
้
ระหว่
างพระศิ
วะและพระนารายณ์
กั
บฤาษี
ที่
ประพฤติ
อนาจาร
ฝ่
าฝื
นเทวบั
ญญั
ติ
ซึ
่
งในการต่
อสู
้
นั
้
น พระศิ
วะทรงกระทํ
าปาฏิ
หาริ
ย์
ฟ้
อนรํ
าแสดงอิ
ทธิ
ฤทธิ
์
ขณะที่
ได้
ต่
อสู
้
กั
บอํ
านาจเวทย์
มนต์
ของฤาษี
จนกระทั
่
งฤาษี
ยอมแพ้
ซึ
่
งต่
อมาพญาอนั
นตนาคราช ซึ
่
งเป็
นบั
ลลั
งก์