Page 22 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

เมื่
อประกอบพิ
ธี
ไหว้
ครู
ก็
ต้
องสมมุ
ติ
ว่
า บรรดาครู
อาจารย์
ทั
งเทพเจ้
า ฯลฯ เสด็
จมาในพิ
ธี
เพื่
ออํ
านวย
พรให้
ศิ
ษย์
ครู
ปั
ธยาย (ครู
ผู
ประกอบพิ
ธี
) จะอ่
านโองการอั
ญเชิ
ญเทพเจ้
าทุ
กพระองค์
และอั
ญเชิ
ญพระครู
ฤาษี
เทวดา นางฟ้
า อสู
ร วานร ครู
มนุ
ษย์
ซึ
งพํ
านั
กอยู
ตามแม่
นํ
าตามป่
าเขา เชิ
ญครู
ต่
างภาษา มาพร้
อม
กั
น ณ ปริ
มณฑล
ในการแสดงโขน ละคร การเดิ
นทางไปมาของตั
วละครนั
นจะต้
องมี
ดนตรี
ประกอบการ
เดิ
นทาง ผู
แสดงก็
รํ
าไปตามท่
ารํ
าที่
ได้
ประดิ
ษฐ์
ขึ
นไว้
แต่
ในพิ
ธี
ไหว้
ครู
นั
นไม่
มี
ผู
แสดง จึ
งมี
แต่
การ
บรรเลงเพลงหน้
าพาทย์
ซึ
งศิ
ลปิ
นและนั
กศึ
กษาวิ
ชานี
จํ
าเป็
นอย่
างยิ
งที่
จะต้
องรู
และฟั
งดนตรี
ที่
บรรเลง
ได้
อย่
างถู
กต้
องว่
าเพลงที่
บรรเลงนั
นชื่
ออะไร ใช้
บรรเลงเพื่
อประกอบการเดิ
นทางของเทพเจ้
าองค์
ใด
พาณี
สี
สวย (๒๕๔๐ : ๙-๑๒) ได้
ศึ
กษาเรื่
องสุ
นทรี
ยะของนาฏศิ
ลป์
ไทย สรุ
ปได้
ว่
า ที่
มาของ
นาฏศิ
ลป์
และศิ
ลปะทุ
ก ๆ ประเภทย่
อมมาจากธรรมชาติ
ทั
งสิ
น การฟ้
อนรํ
าเป็
นศิ
ลปะสาขาหนึ
เรี
ยกว่
า นาฏศิ
ลป์
โดยดั
ดแปลงปรั
บปรุ
งมาจากธรรมชาติ
เช่
นเดี
ยวกั
บศิ
ลปะสาขาอื่
น ๆ การฟ้
อนรํ
เป็
นการเคลื่
อนไหวอวั
ยวะส่
วนต่
าง ๆ ตั
งแต่
ศี
รษะลงมาถึ
งเท้
า มนุ
ษย์
เราทุ
กคนต้
องมี
อารมณ์
รั
ก โกรธ
เศร้
าโศก บางขณะก็
มี
รื่
นเริ
งบั
นเทิ
งใจ และมั
กแสดงกิ
ริ
ยาท่
าทางเหล่
านั
นออกมาให้
ผู
อื่
นเข้
าใจ
ความหมายกิ
ริ
ยาท่
าทางต่
าง ๆ เหล่
านั
นได้
นํ
ามาปรั
บปรุ
งให้
เหมาะสมได้
สั
ดส่
วน จนกลายเป็
นท่
าฟ้
อน
รํ
า เช่
น การยกเท้
า ประเท้
า ตั
งวง เอี
ยงศี
รษะและหมุ
นตั
วในระยะแรกอาจจะไม่
งดงาม ต่
อมาได้
ปรั
บปรุ
งและกํ
าหนดสั
ดส่
วนให้
สวยงามยิ
งขึ
น ตามลํ
าดั
บนาฏศิ
ลป์
อาจมาจากการเซ่
นสรวงเทพเจ้
เพราะมนุ
ษย์
ต้
องอาศั
ยศาสนาเป็
นเครื่
องยึ
ดเหนี่
ยวจิ
ตใจด้
วยการนั
บถื
อสิ
งศั
กดิ
สิ
ทธิ
ช่
วยบั
นดาลให้
ได้
ในสิ ่
งที่
ตนปรารถนา โดยการทํ
าพิ
ธี
ต่
าง ๆ เช่
น ทํ
าพิ
ธี
บวงสรวง ถวายอาหาร สวดสรรเสริ
ญอ้
อนวอน
ขอพรและสุ
ดท้
ายมี
การฟ้
อนรํ
าถวาย เพื่
อให้
เป็
นที่
พอใจแก่
สิ ่
งศั
กดิ
สิ
ทธิ
ทั
งหลายที่
ตนนั
บถื
อ การฟ้
อน
รํ
าต่
าง ๆ นั
น ได้
ดั
ดแปลงจากกิ
ริ
ยาท่
าทางตามธรรมชาติ
ให้
เป็
นรู
ปแบบกระบวนการรํ
าที่
เป็
นแบบแผน
และได้
แนวความคิ
ดมาจากตํ
านานการฟ้
อนรํ
าของอิ
นเดี
ย เนื่
องจากเป็
นที่
ยอมรั
บกั
นโดยทั
วไปแล้
วว่
ประเทศต่
าง ๆ ในภาคพื
นเอเชี
ย เอเชี
ยอาคเนย์
หลายประเทศรวมทั
งประเทศไทย ได้
รั
บอารยธรรมมา
จากประเทศอิ
นเดี
ยเป็
นส่
วนใหญ่
เมื่
อไทยได้
รั
บอารยธรรมของอิ
นเดี
ยเป็
นต้
นว่
า ลั
ทธิ
ศาสนา
ขนบธรรมเนี
ยมประเพณี
และศิ
ลปะแขนงต่
าง ๆ โดยมี
การพิ
จารณาอย่
างถี่
ถ้
วนแล้
ว ว่
าเป็
นอารยธรรม
ที่
มี
ระเบี
ยบแบบแผนที่
ดี
จึ
งได้
นํ
ามาดั
ดแปลงและยึ
ดถื
อเป็
นแบบฉบั
บ ตามความเห็
นชอบของไทย
การฟ้
อนรํ
าหรื
อวิ
ธี
การแสดงทางด้
านนาฏศิ
ลป์
เป็
นอารยธรรมของอิ
นเดี
ยแขนงหนึ
งที่
ไทยได้
แบบแผน
และแนวความคิ
ดเดิ
มมาจากอิ
นเดี
ย ทั
งนี
จะเห็
นได้
จากตํ
านานการฟ้
อนรํ
าของอิ
นเดี
ยตามที่
ปรากฏใน
“โกย ั
ลปุ
ราณะ” หรื
อ “โกย ั
ลปราณะ” คื
อตํ
านานเกี่
ยวกั
บความเป็
นมาของเทวลั
ยต่
าง ๆ ในศาสนาฮิ
นดู
ฉบั
บอิ
นเดี
ยได้
กล่
าวถึ
งตํ
านานการต่
อสู
ระหว่
างพระศิ
วะและพระนารายณ์
กั
บฤาษี
ที่
ประพฤติ
อนาจาร
ฝ่
าฝื
นเทวบั
ญญั
ติ
ซึ
งในการต่
อสู
นั
น พระศิ
วะทรงกระทํ
าปาฏิ
หาริ
ย์
ฟ้
อนรํ
าแสดงอิ
ทธิ
ฤทธิ
ขณะที่
ได้
ต่
อสู
กั
บอํ
านาจเวทย์
มนต์
ของฤาษี
จนกระทั
งฤาษี
ยอมแพ้
ซึ
งต่
อมาพญาอนั
นตนาคราช ซึ
งเป็
นบั
ลลั
งก์