๗
นํ
าเข้
ามานั
้
น คงจะแปลได้
ออกเป็
นภาษาไทย หรื
อแต่
บางส่
วน แล้
วบอกด้
วยการสั
่
งสอนกั
นมา
ข้
อความที่
กล่
าวมานี
้
รู
้
ได้
ด้
วยมี
ตํ
าราท่
ารํ
าของไทย มี
ชื่
อสํ
าหรั
บเรี
ยกท่
ารํ
าต่
าง ๆ ทํ
านองเดี
ยวกั
นกั
บ
ตํ
ารานาฏศาสตร์
ของอิ
นเดี
ย เป็
นแต่
มาแปลงชื่
อเรี
ยกเป็
นภาษาไทย อั
นเป็
นธรรมดาของการแปล ชื่
อท่
า
รํ
าในตํ
าราของไทยซึ
่
งคล้
ายกั
บชื่
อท่
ารํ
าของชาวอิ
นเดี
ยก็
ย ั
งปรากฏอยู
่
หลายชื่
อ ทั
้
งนี
้
เป็
นหลั
กฐานว่
า
ตํ
าราของไทยเดิ
มแปลมาแต่
ตํ
ารานาฏศาสตร์
ของอิ
นเดี
ยแต่
จะแปลไว้
เพี
ยงไร และต้
นฉบั
บที่
แปลไว้
จะ
เป็
นอย่
างไรข้
อนี
้
ไม่
ทราบด้
วยตํ
ารั
บของไทยเราเป็
นอั
นตรายสู
ญเสี
ยเมื่
อครั
้
งเสี
ยกรุ
งศรี
อยุ
ธยาเสี
ยแก่
พม่
าข้
าศึ
ก ตํ
ารารํ
าซึ
่
งรวบรวมได้
ไว้
ในหอพระสมุ
ด ฯ บั
ดนี
้
มี
เก่
าแก่
ที่
สุ
ดเพี
ยงสร้
างขึ
้
นในรั
ชกาลที่
๑
กรุ
งรั
ตนโกสิ
นทร์
เป็
นตํ
าราท่
ารํ
าต่
าง ๆ เขี
ยนรู
ประบายสี
ปิ
ดทอง ๑ เล่
ม เหลื
ออยู
่
แต่
สมุ
ดตอนข้
างต้
น
ตอนปลายขาดหายไปเสี
ยแล้
ว อี
กเล่
มหนึ
่
งเป็
นตํ
าราท่
ารํ
าเหมื
อนกั
บเล่
มที่
กล่
าวมาแต่
เขี
ยนฝุ
่
นเป็
น
ลายเส้
นเดี
ยว รู
ปภาพเป็
นฝี
มื
อช่
างครั
้
งรั
ชกาลที่
๒ หรื
อ ๓ แต่
มี
ภาพท่
ารํ
าบริ
บู
รณ์
ถึ
ง ๖๖ ท่
า สมุ
ดเล่
ม
นี
้
ได้
มาแต่
ในพระราชวั
งบวร ฯ เที
ยบดู
กั
บตํ
าราเล่
มรั
ชกาลที่
๑ เห็
นเรี
ยงลํ
าดั
บท่
าต่
าง ๆ เป็
นระเบี
ยบ
เดี
ยวกั
น เป็
นหลั
กฐานให้
เห็
นว่
า ตํ
าราเล่
มที่
ได้
มาจากพระราชวั
งบวร ฯ เป็
นของคั
ดสํ
าเนามาจากเล่
ม
รั
ชกาลที่
๑ และเป็
นหลั
กฐานให้
รู
้
อี
กอย่
างหนึ
่
งว่
า ท่
ารํ
าต่
าง ๆ ที่
ขาดไปจากเล่
มรั
ชกาลที่
๑ นั
้
นเป็
นท่
า
ใดบ้
าง อาศั
ยหลั
กฐานที่
ได้
จากสมุ
ดตํ
ารารํ
าทั
้
งสองเล่
มนั
้
นเข้
าใจว่
าต้
นตํ
ารารํ
าเช่
นนี
้
มาแต่
ครั
้
งกรุ
งศรี
อยุ
ธยาแล้
ว แต่
เป็
นอั
นตรายเสี
ยเมื่
อครั
้
งเสี
ยกรุ
ง ฯ ครั
้
นถึ
งสมั
ยรั
ชกาลที่
๑ พระบาทสมเด็
จพระพุ
ทธ
ยอดฟ้
าจุ
ฬาโลก คงจะได้
โปรดให้
ประชุ
มพวกครู
ละครทํ
าตํ
าราท่
ารํ
าขึ
้
นใหม่
ไว้
เป็
นแบบแผนสํ
าหรั
บ
พระนคร ครั
้
นต่
อมาเจ้
านายซึ
่
งทรงศั
กดิ
์
สู
ง เช่
นสมเด็
จกรมพระราชวั
งบวร ฯ เป็
นต้
น จึ
งโปรดให้
คั
ด
สํ
าเนาตํ
ารานั
้
นไปรั
กษาไว้
เป็
นแบบต้
นฉบั
บสํ
าหรั
บละคอน จากตํ
านานการฟ้
อนรํ
าที่
รํ
ามาแล้
ว ศิ
ลปิ
น
หรื
อผู
้
ที่
ศึ
กษาวิ
ชานาฏศิ
ลป์
โขน ละคร จึ
งนั
บถื
อเทพเจ้
าตามประเพณี
ของชาวอิ
นเดี
ยและสร้
างศี
รษะ
เทพเจ้
าขึ
้
นตามจิ
นตนาการของศิ
ลปกรรมไทย สมมุ
ติ
เป็
น เทพเจ้
า เทวดา นางฟ้
า อสู
ร วานร ฯลฯ และ
สร้
างฤาษี
ขึ
้
นไว้
เป็
นที่
เคารพสั
กการะ ศี
รษะเทพเจ้
าที่
สร้
างขึ
้
นนี
้
โอกาสหนึ
่
งใช้
เป็
นเครื่
องสวมศี
รษะ
แสดงโขน และโอกาสหนึ
่
งใช้
ในพิ
ธี
ไหว้
ครู
พิ
ธี
ครบและพิ
ธี
รั
บมอบของโขน ละคอนและใช้
ในพิ
ธี
ไหว้
ครู
ดนตรี
ไทยซึ
่
งศิ
ลปิ
นมี
ความเชื่
อว่
า
พระประคนธรรพ เป็
นเทพเจ้
าแห่
งเครื่
องดนตรี
ประเภท เครื่
องหนั
ง อั
นมี
ตะโพน เป็
นต้
น
พระปั
ญจสิ
งขร เป็
นเทพเจ้
าแห่
งเครื่
องดนตรี
ประเภทเครื่
อง ดี
ด สี
ตี
เป่
า
ครั
้
นถึ
งเทศกาลอั
นเหมาะสม ศิ
ลปิ
นและนั
กศึ
กษาวิ
ชาศิ
ลปะ ประเภท โขน ละคร ดนตรี
จึ
ง
พร้
อมใจกั
นจั
ดพิ
ธี
ไหว้
ครู
ครู
ที่
จะอั
ญเชิ
ญมาประดิ
ษฐานไว้
ให้
สานุ
ศิ
ษย์
กราบไหว้
ก็
คื
อ ศี
รษะที่
สร้
าง
ขึ
้
นไว้
สํ
าหรั
บสวมเวลาแสดงนั
่
นเอง
เมื่
อมี
ศี
รษะสมมุ
ติ
เทพ เทวดา อสู
ร นางฟ้
า วานร ตลอดจนศี
รษะพระครู
ฤาษี
มาตั
้
งไว้
ย ั
งที่
อั
น
สมควร พร้
อมด้
วยเหล้
าขาว เครื่
องสั
งเวย เครื่
องกระยาบวด ต่
อไปก็
จะเป็
นเรื่
องของดนตรี
ตาม
แบบอย่
างการแสดง โขน ละคร ซึ
่
งจะต้
องมี
ดนตรี
บรรเลงประกอบการรํ
าในอิ
ริ
ยาบถต่
าง ๆ