Page 20 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

การฟ้
อนรํ
าประกอบด้
วย การเคลื่
อนไหวอย่
างต่
อเนื่
องของร่
างกาย ๓ ส่
วน คื
อ อั
งคะ
อุ
ปอั
งคะ และ ปรั
ตย ั
งคะ อั
งคะ คื
อ อวั
ยวะหลั
กที่
ใช้
ในการฟ้
อนรํ
าได้
แก่
ศี
รษะ มื
อ เอว อก แขน
ขา อุ
ปอั
งคะ คื
อ อวั
ยวะรองที่
ใช้
ในการฟ้
อนรํ
า ได้
แก่
นั
ยน์
ตา คิ
ว จมู
ก ริ
ม ฝี
ปากล่
าง แก้
ม และ
คาง ปรั
ตย ั
งคะ คื
อ อวั
ยวะส่
วนอื่
น ๆ ที่
ใช้
ในการฟ้
อนรํ
า เช่
น ไหล่
หลั
ง และหน้
าท้
อง
ตํ
ารานาฏยศาสตร์
ได้
กํ
าหนด โครงสร้
างของการฟ้
อนรํ
า ไว้
อย่
างชั
ดเจน ซึ
งเป็
นท่
ารํ
แม่
บท เรี
ยกว่
า “กรณะ” ไว้
๑๐๘ ท่
า เป็
นมาตรา คื
อ กรณะ ๒ ท่
า ขึ
นไป รวมกั
นเป็
น ๑
มาตริ
กะ มาตริ
กะ ๓ – ๔ หน่
วย ขึ
นไปรวมเป็
น ๑ องคาหระ องคาหระ หลายหน่
วยมารวมกั
เรี
ยกว่
า “บิ
ณชิ
พั
นธะ” หรื
อ รํ
าชุ
ด ตลอดจนการแสดงละครทั
งเรื่
อง
ในตํ
ารานาฏยศาสตร์
แบ่
งคุ
ณลั
กษณะของการฟ้
อนรํ
าออกเป็
น ๒ ชนิ
ด คื
อ ตานฑวะ
และ ลั
ศวะ ตานฑวะ เป็
นการฟ้
อนรํ
าที่
แสดงให้
เห็
นถึ
งความเข้
มแข็
ง หนั
กแน่
น สง่
างาม ตาม
ลั
กษณะบุ
รุ
ษเพศ ลั
ศยะ เป็
นการฟ้
อนรํ
าให้
เห็
นถึ
งความประณี
ต อ่
อนหวาน นุ
มนวลตามลั
ษณะอิ
ตถี
เพศ ในตํ
ารานี
ย ั
งได้
กล่
าวถึ
ง ดนตรี
สํ
าหรั
บนาฏยศิ
ลป์
ใน ๓ ลั
กษณะ คื
อ สวาระ (ตั
วโน้
ต)
อาโตธยะ (เสี
ยงจากเครื่
องดนตรี
) และปฏะ (เสี
ยงร้
องเพลง)
ทฤษฏี
โพเอติ
กา ของ อริ
สโตเติ
ล (พ.ศ. ๑๕๙ – ๒๒๑)
แนวคิ
ด ทฤษฏี
โพเอติ
กา ของ อริ
สโตเติ
ล (พ.ศ. ๑๕๙ – ๒๒๑) (อ้
างถึ
งใน สุ
รพล วิ
รุ
ฬห์
รั
กษ์
, ๒๕๔๓ : ๘๗ – ๙๕). เป็
นแนวคิ
ดทฤษฏี
รากฐานของนาฏศิ
ลป์
ในโลกตะวั
นตก และ
แพร่
หลายมาสู
โลกตะวั
นออก ทฤษฏี
นี
จะ กล่
าวถึ
งการเลี
ยนแบบ (Fromiation) โดยมองว่
ามนุ
ษย์
โดยทั
วไปจะมี
สั
ญชาติ
ญาณในการเลี
ยนแบบ แสดงออกมาด้
วยการพู
ด การเขี
ยน การแสดงท่
าทาง
ดนตรี
ใช้
จั
งหวะ และการผสมผสานของเสี
ยง ส่
วนการฟ้
อนรํ
าใช้
เพี
ยงจั
งหวะเท่
านั
น การเลี
ยนแบบ
แต่
ละชนิ
ดมี
ส่
วนประกอบที่
แตกต่
างกั
น ๓ ประเภท คื
อ สื่
อ (Medium) สิ ่
งที่
เป็
นต้
นแบบ
(Objects)
และการนํ
าเสนอ (Manner) สื่
อ คื
อมหากาพย์
โศกนาฏกรรม สุ
ขนาฏกรรม
โคลง กลอน ดนตรี
และคํ
าร้
อง มี
ธรรมชาติ
เหมื
อนกั
น คื
อ เป็
นผลของการเลี
ยนแบบต้
นแบบ คื
สิ ่
งที่
ใช้
เป็
นต้
นฉบั
บในการเลี
ยนแบบ ซึ
ง อริ
สโตเติ
ล กล่
าวว่
า “ผู
แสดงควรเป็
นตั
วแทนของมนุ
ษย์
ในภาพลั
กษณ์
ที่
ดี
กว่
าชี
วิ
ตจริ
ง หรื
อเลวกว่
าชี
วิ
ตจริ
ง หรื
อเสมื
อนชี
วิ
ตจริ
งของมนุ
ษย์
ก็
ได้
ทํ
านอง
เดี
ยวกั
บจิ
ตรกรซึ
งวาดภาพ ดี
กว่
าหรื
อด้
อยกว่
าต้
นแบบ” ส่
วนการนํ
าเสนอ คื
อ วิ
ธี
การต่
าง ๆ ที่
ผู
คิ
ประดิ
ษฐ์
หรื
อจิ
ตกรนํ
าเสนอการเลี
ยนแบบของตน อาจใช้
วิ
ธี
การพรรณนา หรื
อ การแสดง
ตํ
านานการฟ้
อนรํ
จรู
ญศรี
วี
ระวานิ
ช (๒๕๒๖ : ๑๖-๑๘)
ตํ
ารานาฏศาสตร์
ซึ
งพวกพราหมณ์
ชาวอิ
นเดี
ยนํ
าเข้
ามาในประเทศสยามนี
รู
ปตํ
าราเป็
นอย่
างไร
ไม่
มี
ทางทราบชั
ด เพราะเวลาล่
วงมาช้
านานและเป็
นการก่
อนสมั
ยที่
ใช้
วิ
ธี
พิ
มพ์
หนั
งสื
อ ในชั
นนั
ความรู
ตํ
ารั
บตํ
าราอั
นใดก็
เป็
นแต่
สาธยายทรงจํ
าไว้
ฤาแม้
จะได้
เขี
ยนลงไว้
เป็
นตั
วอั
กษรก็
มี
น้
อยฉบั
บไม่
แพร่
หลาย ถึ
งกระนั
นก็
ดี
มี
เค้
าเงื่
อนพอจะสั
นนิ
ษฐานได้
ว่
าตํ
ารานาฏศาสตร์
ที่
พวกพราหมณ์
ชาวอิ
นเดี