๖
การฟ้
อนรํ
าประกอบด้
วย การเคลื่
อนไหวอย่
างต่
อเนื่
องของร่
างกาย ๓ ส่
วน คื
อ อั
งคะ
อุ
ปอั
งคะ และ ปรั
ตย ั
งคะ อั
งคะ คื
อ อวั
ยวะหลั
กที่
ใช้
ในการฟ้
อนรํ
าได้
แก่
ศี
รษะ มื
อ เอว อก แขน
ขา อุ
ปอั
งคะ คื
อ อวั
ยวะรองที่
ใช้
ในการฟ้
อนรํ
า ได้
แก่
นั
ยน์
ตา คิ
้
ว จมู
ก ริ
ม ฝี
ปากล่
าง แก้
ม และ
คาง ปรั
ตย ั
งคะ คื
อ อวั
ยวะส่
วนอื่
น ๆ ที่
ใช้
ในการฟ้
อนรํ
า เช่
น ไหล่
หลั
ง และหน้
าท้
อง
ตํ
ารานาฏยศาสตร์
ได้
กํ
าหนด โครงสร้
างของการฟ้
อนรํ
า ไว้
อย่
างชั
ดเจน ซึ
่
งเป็
นท่
ารํ
า
แม่
บท เรี
ยกว่
า “กรณะ” ไว้
๑๐๘ ท่
า เป็
นมาตรา คื
อ กรณะ ๒ ท่
า ขึ
้
นไป รวมกั
นเป็
น ๑
มาตริ
กะ มาตริ
กะ ๓ – ๔ หน่
วย ขึ
้
นไปรวมเป็
น ๑ องคาหระ องคาหระ หลายหน่
วยมารวมกั
น
เรี
ยกว่
า “บิ
ณชิ
พั
นธะ” หรื
อ รํ
าชุ
ด ตลอดจนการแสดงละครทั
้
งเรื่
อง
ในตํ
ารานาฏยศาสตร์
แบ่
งคุ
ณลั
กษณะของการฟ้
อนรํ
าออกเป็
น ๒ ชนิ
ด คื
อ ตานฑวะ
และ ลั
ศวะ ตานฑวะ เป็
นการฟ้
อนรํ
าที่
แสดงให้
เห็
นถึ
งความเข้
มแข็
ง หนั
กแน่
น สง่
างาม ตาม
ลั
กษณะบุ
รุ
ษเพศ ลั
ศยะ เป็
นการฟ้
อนรํ
าให้
เห็
นถึ
งความประณี
ต อ่
อนหวาน นุ
่
มนวลตามลั
ษณะอิ
ตถี
เพศ ในตํ
ารานี
้
ย ั
งได้
กล่
าวถึ
ง ดนตรี
สํ
าหรั
บนาฏยศิ
ลป์
ใน ๓ ลั
กษณะ คื
อ สวาระ (ตั
วโน้
ต)
อาโตธยะ (เสี
ยงจากเครื่
องดนตรี
) และปฏะ (เสี
ยงร้
องเพลง)
ทฤษฏี
โพเอติ
กา ของ อริ
สโตเติ
้
ล (พ.ศ. ๑๕๙ – ๒๒๑)
แนวคิ
ด ทฤษฏี
โพเอติ
กา ของ อริ
สโตเติ
้
ล (พ.ศ. ๑๕๙ – ๒๒๑) (อ้
างถึ
งใน สุ
รพล วิ
รุ
ฬห์
รั
กษ์
, ๒๕๔๓ : ๘๗ – ๙๕). เป็
นแนวคิ
ดทฤษฏี
รากฐานของนาฏศิ
ลป์
ในโลกตะวั
นตก และ
แพร่
หลายมาสู
่
โลกตะวั
นออก ทฤษฏี
นี
้
จะ กล่
าวถึ
งการเลี
ยนแบบ (Fromiation) โดยมองว่
ามนุ
ษย์
โดยทั
่
วไปจะมี
สั
ญชาติ
ญาณในการเลี
ยนแบบ แสดงออกมาด้
วยการพู
ด การเขี
ยน การแสดงท่
าทาง
ดนตรี
ใช้
จั
งหวะ และการผสมผสานของเสี
ยง ส่
วนการฟ้
อนรํ
าใช้
เพี
ยงจั
งหวะเท่
านั
้
น การเลี
ยนแบบ
แต่
ละชนิ
ดมี
ส่
วนประกอบที่
แตกต่
างกั
น ๓ ประเภท คื
อ สื่
อ (Medium) สิ ่
งที่
เป็
นต้
นแบบ
(Objects)
และการนํ
าเสนอ (Manner) สื่
อ คื
อมหากาพย์
โศกนาฏกรรม สุ
ขนาฏกรรม
โคลง กลอน ดนตรี
และคํ
าร้
อง มี
ธรรมชาติ
เหมื
อนกั
น คื
อ เป็
นผลของการเลี
ยนแบบต้
นแบบ คื
อ
สิ ่
งที่
ใช้
เป็
นต้
นฉบั
บในการเลี
ยนแบบ ซึ
่
ง อริ
สโตเติ
้
ล กล่
าวว่
า “ผู
้
แสดงควรเป็
นตั
วแทนของมนุ
ษย์
ในภาพลั
กษณ์
ที่
ดี
กว่
าชี
วิ
ตจริ
ง หรื
อเลวกว่
าชี
วิ
ตจริ
ง หรื
อเสมื
อนชี
วิ
ตจริ
งของมนุ
ษย์
ก็
ได้
ทํ
านอง
เดี
ยวกั
บจิ
ตรกรซึ
่
งวาดภาพ ดี
กว่
าหรื
อด้
อยกว่
าต้
นแบบ” ส่
วนการนํ
าเสนอ คื
อ วิ
ธี
การต่
าง ๆ ที่
ผู
้
คิ
ด
ประดิ
ษฐ์
หรื
อจิ
ตกรนํ
าเสนอการเลี
ยนแบบของตน อาจใช้
วิ
ธี
การพรรณนา หรื
อ การแสดง
ตํ
านานการฟ้
อนรํ
า
จรู
ญศรี
วี
ระวานิ
ช (๒๕๒๖ : ๑๖-๑๘)
ตํ
ารานาฏศาสตร์
ซึ
่
งพวกพราหมณ์
ชาวอิ
นเดี
ยนํ
าเข้
ามาในประเทศสยามนี
้
รู
ปตํ
าราเป็
นอย่
างไร
ไม่
มี
ทางทราบชั
ด เพราะเวลาล่
วงมาช้
านานและเป็
นการก่
อนสมั
ยที่
ใช้
วิ
ธี
พิ
มพ์
หนั
งสื
อ ในชั
้
นนั
้
น
ความรู
้
ตํ
ารั
บตํ
าราอั
นใดก็
เป็
นแต่
สาธยายทรงจํ
าไว้
ฤาแม้
จะได้
เขี
ยนลงไว้
เป็
นตั
วอั
กษรก็
มี
น้
อยฉบั
บไม่
แพร่
หลาย ถึ
งกระนั
้
นก็
ดี
มี
เค้
าเงื่
อนพอจะสั
นนิ
ษฐานได้
ว่
าตํ
ารานาฏศาสตร์
ที่
พวกพราหมณ์
ชาวอิ
นเดี
ย