๒
ขึ
้
นอย่
างต่
อเนื่
องตลอดมา ทั
้
งนี
้
ก็
เพราะไม่
ว่
า
ยุ
คใดสมั
ยใดจะต้
องมี
ผู
้
เล็
งเห็
นความสํ
าคั
ญและเอื
้
ออาทรต่
อ
วั
ฒนธรรม พยายามทุ
กวิ
ถี
ทางที่
จะอนุ
รั
กษ์
สื
บทอด พั
ฒนา ไว้
เป็
นประโยชน์
สู
งสุ
ด ทั
้
งในปั
จจุ
บั
นและ
อนาคต
จากมติ
คณะรั
ฐมนตรี
เมื่
อวั
นที่
๒๓ พฤศจิ
กายน ๒๕๒๔ ได้
ประกาศนโยบายวั
ฒนธรรมแห่
งชาติ
ในข้
อที่
๓ ระบุ
ไว้
ว่
า “ส่
งเสริ
มวั
ฒนธรรมพื
้
นบ้
านและวั
ฒนธรรมของกลุ
่
มคนในท้
องถิ
่
น เพื่
อให้
ประชาชนมี
ความเข้
าใจ เห็
นคุ
ณค่
ายอมรั
บวั
ฒนธรรมท้
องถิ
่
นซึ
่
งกั
นและกั
น ก่
อให้
เกิ
ดการผสมผสานทางวั
ฒนธรรมอั
นจะ
นํ
าไปสู
่
การอยู
่
ร่
วมกั
นอย่
างสั
นติ
สุ
ขในชาติ
และมี
ความรั
กหวงแหนวั
ฒนธรรมไทยยิ
่
งขึ
้
น“(สํ
านั
กงาน
คณะกรรมการวั
ฒนธรรมแห่
งชาติ
, ๒๕๓๒:๑๓)
วั
ฒนธรรมท้
องถิ
่
น หรื
อวั
ฒนธรรมพื
้
นบ้
านเป็
นแบบแผนที่
สั
งคมในชนบทร่
วมกั
นกํ
าหนด เป็
นวิ
ถี
ชี
วิ
ตของคนในแต่
ละกลุ
่
มชน ซึ
่
งเป็
นมรดกตกทอดกั
นมานานถื
อปฎิ
บั
ติ
สร้
างสรรค์
และทุ
กคนในท้
องถิ
่
น
ย่
อมมี
ความภู
มิ
ใจในการเป็
นเจ้
าของร่
วมกั
น ทํ
าให้
เกิ
ดความรั
กความหวงแหนและเป็
นตั
วสะท้
อนให้
เห็
นถึ
ง
วิ
ถี
ชี
วิ
ตของกลุ
่
มชนในท้
องถิ ่
นที่
แตกต่
างกั
นไปตามสภาพและสิ
่
งแวดล้
อมของท้
องถิ
่
นนั
้
น ๆ โดยที่
มี
วั
ฒนธรรมพื
้
นบ้
านเป็
นตั
วกํ
าหนด (ประชิ
ด สกุ
ณะพั
ฒน์
, ๒๕๔๖: ๘–๑๑)
จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
เป็
นจั
งหวั
ดหนึ
่
งที่
มี
ศิ
ลปะกรรมเก่
าแก่
มากมาย แสดงให้
เห็
นถึ
งความสามารถของ
ประชาชน ความเชื่
อ ความศรั
ทธาในลั
ทธิ
ศาสนา ประกอบกั
บมี
อาณาเขตติ
ดต่
อกั
บประเทศกั
มพู
ชา ความ
ใกล้
ชิ
ดทางภู
มิ
ประเทศทํ
าให้
กลุ
่
มชนทั
้
งสองไปมาหาสู
่
แลกเปลี่
ยนวั
ฒนธรรม ส่
งผลให้
ชาวสุ
ริ
นทร์
มี
ภาษา
และวั
ฒนธรรมแตกต่
างจากจั
งหวั
ดอื่
น นั
้
น คื
อ ชาวสุ
ริ
นทร์
ส่
วนใหญ่
พู
ดภาษาเขมรเป็
นภาษาถิ
่
นเมื่
อพิ
จารณา
ทางด้
านการละเล่
นก็
มี
เอกลั
กษณ์
ที่
เด่
นชั
ด ทั
้
งด้
านดนตรี
และท่
าฟ้
อนรํ
า (เครื
อจิ
ต ศรี
บุ
ญนาค, ๒๕๔๐: ๑)
สดใส พั
นธมโกมล กล่
าวถึ
งกํ
าเนิ
ดการฟ้
อนรํ
าว่
า เกิ
ดจากสั
ญชาติ
ญาณการเลี
ยนแบบของมนุ
ษย์
เกิ
ด
มานานคู
่
กั
บมนุ
ษย์
ตั
้
งแต่
สมั
ยที่
มนุ
ษย์
ไม่
มี
ความเจริ
ญ มนุ
ษย์
จะมี
การทํ
าพิ
ธี
ทางเวทมนต์
คาถา ใช้
ในการ
เลี
ยนแบบ ก่
อนล่
าสั
ตว์
ก็
เลี
ยนแบบท่
าทางการเคลื่
อนไหวของสั
ตว์
เหล่
านั
้
น ที่
ต้
องการจะจั
บดั
งเช่
น การแสดง
กระโน้
ปติ
งต็
อง (ระบํ
าตั
๊
กแตนตํ
าข้
าว) เป็
นการละเล่
นที่
มี
แหล่
งกํ
าเนิ
ดมาจากจั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
โดยมี
ประวั
ติ
ความเป็
นมาว่
า “มี
ชายคนหนึ
่
งชื่
อนายเหื
อน ตรงศู
นย์
ดี
มี
ภู
มิ
ลํ
าเนาอยู
่
ที่
บ้
ารรํ
าเบอะ ตํ
าบลไพล อํ
าเภอ
ปราสาท จั
งหวั
ดสุ
ริ
นทร์
มี
อาชี
พทํ
านา นายเหื
อนเป็
นคนนิ
สั
ยร่
าเริ
ง อารมณ์
เย็
น วั
นหนึ
่
งนายเหื
อนออกไป
เดิ
นตรวจดู
ต้
นข้
าวในนา ได้
นํ
าเอา อี
จู
้
(ลอบ) ไปไว้
ที่
ริ
มลํ
าธาร เพื่
อไปดั
กปลาด้
วย ส่
วนตั
วเองก็
นั ่
งพั
กผ่
อน
ขณะที่
เอนหลั
งก็
เพ่
งมองดู
ต้
นข้
าวในนา เขาได้
พบว่
ามี
ตั
วอะไรคู
่
หนึ
่
งเกาะอยู
่
ที่
ใบข้
าวกํ
าลั
งทํ
าตั
วไหวไปมา
ทํ
าท่
าเหมื
อนกั
บว่
ากํ
าลั
งคุ
ยกั
น มื
อของตั
๊
กแตนทั
้
งสองโยกไปมาเหมื
อนลี
ลาการเต้
นรํ
า สั
กครู
่
ก็
หยุ
ดแสดงท่
าที
คุ
ยหรื
อเกี
้
ยวกั
นสั
กครู
่
ก็
เริ
่
มส่
ายตั
ว โยกย ้
ายไปมาอี
กสลั
บกั
นไปมา ขณะที่
ตั
๊
กแตนทั
้
งคู
่
กํ
าลั
งโยกย ้
ายตั
วอยู
่
ปี
ก
ทั
้
งสองก็
กางออกจะบิ
น ก็
ยิ ่
งเกิ
ดความประทั
บใจในท่
าทางต่
าง ๆ ของมั
น จึ
งก่
อให้
เกิ
ด แรงบั
นดาลใจ นํ
าไปสู
่
การแสดงชุ
ดกระโน้
ปติ
งต็
อง ตั
้
งแต่
บั
ดนั
้
นเป็
นต้
นมา (เครื
อจิ
ต ศรี
บุ
ญนาค ,ม.ป.ป : ๑๑๔ –๑๑๕)
ในปั
จจุ
บั
นการแสดงกระโน้
ปติ
งต็
อง
เป็
นศิ
ลปะการแสดงพื
้
นบ้
านที่
มี
แห่
งเดี
ยวในประเทศไทย
เกิ
ดจากจิ
นตนาการของศิ
ลปิ
น
โดยการลอกเลี
ยนแบบของท่
าทางการเคลื่
อนไหวเกี
้
ยวพาราสี
กั
นของ