๙๔
ยุ
คที่
๑ เริ่
มแรกการประดิ
ษฐ์
การละเล่
นกระโน้
ปติ
งต็
อง (พ.ศ. ๒๔๘๐ - ๒๕๐๖)
เมื่
อประมาณปี
พ.ศ. ๒๔๘๐ นายเต็
น ตระการดี
ได้
เดิ
นทางเข้
าไปในประเทศกั
มพู
ชา โดยขบวน
เกวี
ยนสิ
นค้
า (เกลื
อ) ไปค้
าขาย แลกเปลี่
ยนปราเฮ๊
าะ (ปลาร้
า) จากประเทศกั
มพู
ชา (เขมร)และในขณะที่
หยุ
ด
พั
กเหนื่
อยนายเต็
นได้
มองเห็
นตั
๊
กแตนตํ
าข้
าวกํ
าลั
งเกี
้
ยวพาราสี
กั
นและผสมพั
นธุ
์
กั
นอยู
่
นายเต็
นเฝ้
าดู
ลี
ลาของ
ตั
กแตนคู
่
นั
้
นด้
วยความประทั
บใจ เมื่
อนายเต็
นเดิ
นทางมาถึ
งบ้
าน จึ
งเกิ
ดความคิ
ดว่
าถ้
านํ
าเอาลี
ลาการเต้
นของ
ตั ๊
กแตนตํ
าข้
าวมาดั
ดแปลงและเต้
นให้
คนดู
ก็
ดี
จึ
งนํ
าแนวคิ
ดนี
้
มาเล่
าให้
นายเหื
อน ตรงศู
นย์
ดี
หั
วหน้
าคณะ
กั
นตรึ
มที่
เล่
นอยู
่
ในหมู
่
บ้
านรํ
าเบอะ ทั
้
งสองจึ
งได้
ร่
วมกั
นแสดงต่
อเนื่
องกั
นมา ต่
อมานายย ั
นต์
ยี่
สุ
่
นศรี
ครู
ใหญ่
โรงเรี
ยนบ้
านโพธิ
์
กอง(ในขณะนั
้
น)
ได้
เห็
นความสํ
าคั
ญและมี
ความชื่
นชอบการแสดง
กระโน้
ปติ
งต็
อง จึ
งได้
เข้
ามาร่
วมแสดงเป็
น ๓ คน โดยมี
นายเต็
น และนายย ั
นต์
เป็
นผู
้
แสดงเข้
าคู
่
กั
น และ
นายเหื
อนจะเป็
นผู
้
เป่
าปี่
สลั
ย มี
การด้
นกลอนสดเป็
นเนื
้
อร้
อง การแต่
งกายไม่
มี
รู
ปแบบพิ
เศษ
ยุ
คที่
๒ การเผยแพร่
โดยนายอํ
าเภอเสนอ มู
ลศาสตร์
(พ.ศ. ๒๕๐๖ - ๒๕๔๐)
ในยุ
คนี
้
มี
นายเสนอ มู
ลศาสตร์
(นายอํ
าเภอปราสาทในขณะนั
้
น)ได้
เข้
าไปส่
งเสริ
ม สนั
บสนุ
น นํ
า
การแสดงกระโน้
ปติ
งต็
อง จากตํ
าบลไพล
อํ
าเภอปราสาท ไปสู ่
การแสดงในระดั
บจั
งหวั
ดและ
ระดั
บประเทศ ทํ
าให้
กระโน้
ปติ
งต็
อง เกิ
ดการแพร่
หลายมาจนถึ
งปั
จจุ
บั
น มี
การปรั
บการแสดงให้
เป็
น
รู
ปแบบมากขึ
้
น โดยมี
การกํ
าหนดท่
าเดิ
นออก ท่
าเคารพผู
้
ชม การแปรขบวนต่
าง ๆ และมี
การออกแบบ
เสื
้
อผ้
าสํ
าหรั
บการแสดงกระโน้
ปติ
งต็
อง เพื่
อให้
การแสดงมี
ความน่
าสนใจมากขึ
้
น
ยุ
คที่
๓ ปฏิ
รู
ปการศึ
กษา(พ.ศ. ๒๕๔๐ - ปั
จจุ
บั
น)
ในยุ
คนี
้
เป็
นยุ
คปฏิ
รู
ปการศึ
กษาสื
บเนื่
องมาจากรั
ฐธรรมนู
ญแห่
งราชอาณาจั
กรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐
ได้
ให้
ความสํ
าคั
ญต่
อการกระจายอํ
านาจ การมี
ส่
วนร่
วมของประชาชน และด้
านการศึ
กษา ศาสนาและ
วั
ฒนธรรม พระราชบั
ญญั
ติ
การศึ
กษาแห่
งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒ให้
สถานศึ
กษาขั
้
นพื
้
นฐานมี
หน้
าที่
จั
ดทํ
าสาระ
ของหลั
กสู
ตรมี
การจั
ดการศึ
กษาในเรื่
องของหลั
กสู
ตรท้
องถิ
่
น ในส่
วนที่
เกี่
ยวกั
บสภาพปั
ญหาในชุ
มชนและ
สั
งคมภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ
่
น โดยมี
กลุ
่
มสาระการเรี
ยนรู
้
ศิ
ลปะ
ประกอบด้
วย ๓ สาระ
ทั
ศนศิ
ลป์
ดนตรี
และ
นาฏศิ
ลป์
มี
การวิ
จั
ยในชั
้
นเรี
ยนที่
เป็
นบทบาทและภารกิ
จที่
ครู
ผู
้
สอนต้
องจั
ดทํ
าหลั
กสู
ตรท้
องถิ
่
น รวมทั
้
งการ
ทํ
าผลงานเพื่
อเพิ
่
มวิ
ทยฐานะ ก่
อให้
เกิ
ดกระแสการศึ
กษาค้
นคว้
า วิ
จั
ย ภู
มิ
ปั
ญญาท้
องถิ
่
น ซึ
่
ง “กระโน้
ปติ
งต็
อง
” เป็
นการละเล่
นและการแสดงหนึ
่
งที่
ได้
รั
บความสนใจและมี
การฟื
้
นฟู
อย่
างจริ
งจั
งในยุ
คนี
้