๓๑
๓) การเปลี
่
ยนแปลงการปล่
อยปลาในประเพณี
สงกรานต์
ซึ
่
งเกิ
ดขึ
้
นในวั
ฒนธรรมภาค
กลางอั
นเนื
่
องมาจากการช่
วยให้
ปลามี
ชี
วิ
ตรอดในหน้
าแล้
งเพื
่
อกลั
บมาเป็
นอาหารในอนาคต สู
่
การเป็
นเพี
ยงพิ
ธี
กรรมที
่
ทํ
าทั
้
งประเทศโดยไม่
ได้
เกี
่
ยวข้
องกั
บการดํ
ารงชี
พของคน และปลาที
่
นํ
ามาปล่
อยยั
งมาจากกลุ
่
มธุ
รกิ
จหรื
อซุ
ปเปอร์
มาเก็
ตซึ
่
งไม่
ได้
เกี
่
ยวข้
องกั
บห้
วย หนอง คลอง บึ
ง
แต่
อย่
างใด
ไม่
เพี
ยงแต่
ประเพณี
ในอดี
ตดั
งเช่
นประเพณี
สงกรานต์
จะถู
กประดิ
ษฐ์
โดยการลดทอน
ความหมายเดิ
มสู
่
การใส่
ความหมายใหม่
เท่
านั
้
น ประเพณี
บางสิ่
งยั
งการถู
กประดิ
ษฐ์
ขึ
้
นใหม่
ด้
วย
เช่
นกั
น เห็
นได้
จากงานวิ
จั
ยเกี
่
ยวกั
บประเพณี
ไหว้
พระราหู
ในชุ
มชนวั
ดศี
รษะทองของเอกริ
นทร์
พึ
่
งประชา (๒๕๔๔) ซึ
่
งพบว่
าแต่
เดิ
มพระราหู
ได้
ร ั
บความเคารพจากชาวลาวเวี
ยงที
่
มี
บทบาทใน
การรวมกลุ
่
มและช่
วยบรรเทาวิ
กฤตชี
วิ
ตอั
นเนื
่
องมาจากแรงกดดั
นในสั
งคม เช่
น ศึ
กสงคราม
การถู
กร ั
ฐไทยกดดั
น การที
่
ชุ
มชนถู
กโดดเดี
่
ยวหรื
อมี
ภู
มิ
ประเทศแห้
งแล้
ง ในเวลาต่
อมาประเพณี
ไหว้
พระราหู
จึ
งถู
กประดิ
ษฐ์
ขึ
้
นเพื
่
อมุ
่
งหวั
งให้
เศรษฐกิ
จของวั
ดเจริ
ญรุ
่
งเรื
องและลดแรงกดดั
นจาก
นโยบายการศึ
กษาในช่
วงเวลานั
้
นที
่
เน้
นให้
วั
ดสร้
างโรงเรี
ยนเพื
่
อตอบสนองกลุ
่
มข้
าราชการ
พ่
อค้
า และชาวบ้
านที
่
ได้
ร ั
บผลกระทบทางเศรษฐกิ
จที
่
ผั
นแปรนั
บตั
้
งแต่
สงคราม ภาวะเงิ
นเฟ้
อ
รวมถึ
งการทํ
าเกษตรกรรมไม่
ได้
ผลผลิ
ตเท่
าที
่
ควร
ในยุ
คโลกาภิ
วั
ตน์
ประเพณี
ไหว้
พระราหู
วั
ดศี
รษะทองยั
งถู
กประดิ
ษฐ์
ขึ
้
นเพื
่
ออนุ
ร ั
กษ์
ความ
เชื
่
อดั
้
งเดิ
มที
่
กํ
าลั
งสู
ญหายโดยอธิ
บายการเชื
่
อมต่
อกั
บความเชื
่
อเก่
าแก่
ของชาวลาวเวี
ยงเพื
่
อการ
พานิ
ชย์
เช่
น การจั
ดพิ
ธี
กรรมไหว้
พระราหู
การขายเครื
่
องบู
ชาพระราหู
การสร้
างค่
านิ
ยมที
่
บอก
ว่
าการไหว้
พระราหู
ที
่
วั
ดศี
รษะทองแตกต่
างจากที
่
อื
่
นและมี
ลั
กษณะเป็
นต้
นตํ
าร ั
บ โดยนั
ยนี
้
ประเพณี
ไหว้
พระราหู
จึ
งกลายเป็
นกระบวนการสร้
างอดี
ตพร้
อมกั
บนํ
ามาอ้
างอิ
งใหม่
เพื
่
อร ั
บใช้
สั
งคมป ั
จจุ
บั
นโดยเฉพาะการตอบสนองผลทางเศรษฐกิ
จนั
่
นเอง
๒.๓ แนวคิ
ดเกี่
ยวกั
บการท่
องเที่
ยวเชิ
งชาติ
พั
นธุ
์
และการท่
องเที่
ยวเชิ
งวั
ฒนธรรม (Ethnic
Tourism and Cultural Tourism)
แนวคิ
ดการท่
องเที
่
ยวเชิ
งชาติ
พั
นธุ
์
และการท่
องเที
่
ยววั
ฒนธรรมมี
ความคล้
ายคลึ
งกั
น
นั
บตั
้
งแต่
ที
่
มาของประเภทการท่
องเที
่
ยว ซึ
่
ง Valene L. Smith (๑๙๘๙ : ๔–๓๒) กล่
าวถึ
ง
ความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างการท่
องเที
่
ยวกลุ
่
มชาติ
พั
นธ์
กั
บการท่
องเที
่
ยวเชิ
งวั
ฒนธรรมว่
ามี
รากฐานมา
จากการใช้
ทร ั
พยากรการท่
องเที
่
ยวด้
านธรรมชาติ
และวั
ฒนธรรมเช่
นเดี
ยวกั
น แต่
ต่
างกั
นตรงที
่
การท่
องเที
่
ยวเชิ
งชาติ
พั
นธุ
์
ให้
นํ
้
าหนั
กกั
บกิ
จกรรมการท่
องเที
่
ยวของกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ที
่
แปลกออกไป
(quient) ทั
้
งความเป็
นอยู
่
และประเพณี
ของกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ขณะที
่
การท่
องเที
่
ยวเชิ
งวั
ฒนธรรมให้
ความสํ
าคั
ญกั
บกิ
จกรรมการท่
องเที
่
ยวทางวั
ฒนธรรมที
่
“แต่
งแต้
มสี
สั
น (Picturesque)” แก่
วั
ฒนธรรมของคนในท้
องถิ่
นซึ
่
งมี
ดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตแบบเก่
า (Old Style) และสู
ญหายจากความทรงจํ
า
ของคนป ั
จจุ
บั
นมากกว่
า