Page 39 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๒๘
แม้
กระทั
งพระสงฆ์
ที
รวมตั
วกั
นเพื
อเรี
ยกร้
องให้
บรรจุ
พุ
ทธศาสนาในร ั
ฐธรรมนู
ญเพื
อการฟื
นฟู
อั
ลั
กษณ์
ศาสนาพุ
ทธ นั
นเอง (นิ
วั
ติ
ทองวล, ๒๕๕๐ : เว็
บไซต์
และอรรถจั
กร สั
ตยานุ
ร ั
กษ์
, ๒๕๕๐
: เว็
บไซต์
)
นอกจากนี
อภิ
ญญายั
งได้
กล่
าวถึ
งการกํ
าหนดอั
ตลั
กษณ์
ภายใต้
กระแสโลกาภิ
วั
ตน์
ว่
าใน
ป ั
จจุ
บั
นการนิ
ยามอั
ตลั
กษณ์
ด้
วยการสร้
างภาพลั
กษณ์
หรื
อ “ภาพแทนความจริ
ง” อั
นเป็
นผล
เนื
องมาจากระบบทุ
นนิ
ยมบริ
โภค กระทั
งในที
สุ
ดอั
ตลั
กษณ์
จึ
งกลายเป็
นวาทกรรมที
ทํ
าให้
การ
กํ
าหนดอั
ตลั
กษณ์
กลายเป็
นสิ
นค้
าภายใต้
อํ
านาจร ั
ฐและทุ
น เช่
น การที
นโยบายการท่
องเที
ยวร ั
หรื
อกลุ
มธุ
รกิ
จท่
องเที
ยวทํ
าให้
อั
ตลั
กษณ์
ของชาวเขากลายเป็
นสิ
นค้
าเพื
อการท่
องเที
ยวเป็
นต้
กล่
าวโดยสรุ
ป ความหมายของอั
ตลั
กษณ์
ไม่
เพี
ยงแต่
จะเกิ
ดจากการที
คนในมี
สิ่
งร่
วม
เดี
ยวกั
นทั
งทางกาย
1
1
าพและจิ
ตสํ
านึ
ก เช่
น ชาติ
พั
นธุ
ภาษา ศาสนา สํ
านึ
กของอดี
ตและสํ
านึ
ร่
วมของการเป็
นสมาชิ
กในสั
งคมเท่
านั
น หากแต่
ยั
งเกี
ยวพั
นกั
บการที
ผู
มี
อํ
านาจซึ
งโดยนั
ยนี
ได้
แก่
ร ั
ฐในฐานะผู
ปรุ
งแต่
งความมี
อั
ตลั
กษณ์
เดี
ยวกั
นและความเป็
นอื
นจากกลุ
มชาติ
พั
นธุ
ตนเองอี
กด้
วย
เห็
นได้
จาก การกํ
าหนดสั
ญชาติ
การกํ
าหนดให้
สมาชิ
กในสั
งคมมี
ประวั
ติ
ศาสตร์
(ในความหมาย
ของการสร้
างสํ
านึ
กร่
วมซึ
งอาจจะเคยเกิ
ดขึ
นจริ
งหรื
อไม่
ก็
ตาม) ร่
วมกั
น หรื
อความพยายามปรุ
แต่
งให้
มี
วั
ฒนธรรมเดี
ยวกั
น ซึ
งสะท้
อนการสร้
างอั
ตลั
กษณ์
ของผู
อื
นว่
ามี
ความแตกต่
างอย่
างไร
และการอธิ
บายอั
ตลั
กษณ์
ของตนเองว่
าแตกต่
างอย่
างไร นอกจากนี
ในยุ
คโลกาภิ
วั
ตน์
การ
สร้
างอั
ตลั
กษณ์
ยั
งเป็
นการสร้
าง “ภาพแทนความเป็
นจริ
ง” เพื
อวั
ตถุ
ประสงค์
ในการขายสิ
นค้
าและ
บริ
การ ซึ
งอั
ตลั
กษณ์
ดั
งกล่
าวอาจเป็
นจริ
งหรื
อไม่
ก็
ได้
๒.๒ แนวคิ
ดเกี่
ยวกั
บการประดิ
ษฐ์
ประเพณี
(Invention of Tradition)
Eric Hobsbawm (๑๙๘๔ : ๑-๒) นั
กประวั
ติ
ศาสตร์
ลั
ทธิ
มาร์
กซ์
กล่
าวถึ
งการประดิ
ษฐ์
ประเพณี
ว่
าเป็
นสิ่
งที
เกิ
ดขึ
นจากการประดิ
ษฐ์
ของร ั
ฐกระทั
งนํ
าไปสู
การปฏิ
บั
ติ
ตามประเพณี
หรื
กฎเกณฑ์
ต่
างๆ ให้
สื
บเนื
องต่
อกั
นมา เห็
นได้
จากการประดิ
ษฐ์
พิ
ธี
กรรมที
เป็
นสั
ญลั
กษณ์
ของ
ธรรมชาติ
และเกิ
ดการสั
งสมจนฝ ั
งรากลึ
กเป็
นจารี
ตที
กระทํ
าต่
อๆ กั
นมาโดยอั
ตโนมั
ติ
อาทิ
การ
เดิ
นขบวนของกลุ
มแรงงานในประเทศอั
งกฤษที
มั
กนํ
าเสนอในประเด็
นที
ว่
า “เป็
นประเพณี
เพื
การค้
าที
ทํ
ากั
นมานานแล้
ว”
ธเนศ อาภรณ์
สุ
วรรณ (๒๕๔๒ :๗๗–๘๓) กล่
าวถึ
งประเด็
นของ Eric Hobsbawm
เพิ่
มเติ
มว่
าประเพณี
บางอย่
างอาจถู
กประดิ
ษฐ์
ขึ
นเมื
อไม่
นานมานี
โดยอาจเชื
อมโยงกั
บมิ
ติ
ทาง
ประวั
ติ
1
1
าสตร์
เพื
อให้
บุ
คคลอื
นเชื
อว่
าประเพณี
นั
นๆ เป็
นของดั
งเดิ
ม หรื
อประเพณี
บางอย่
างอาจ
ประดิ
ษฐ์
ขึ
นเพราะเกิ
ดความขั
ดแย้
งกั
บประวั
ติ
ศาสตร์
ก็
ได้
เช่
น การปฏิ
วั
ติ
พ.ศ. ๒๔๗๕ ใน
ประเทศสยาม
ที
ทํ
าให้
เกิ
ดประเพณี
ทางการเมื
องอย่
างหนึ
งของไทยที
เรี
ยกว่
าประเพณี
ประชาธิ
ปไตยแบบไทยๆ โดยนั
ยนี
ประเพณี
ดั
งกล่
าวจึ
งมิ
ได้
มี
ความต่
อเนื
องกั
บประวั
ติ
ศาสตร์
แต่
เป็
นการสร้
างขึ
นใหม่
ด้
วยเหตุ
ผลบางประการเช่
น การสร้
างความเชื
อใหม่
ที
ชี
ให้
เห็
นความ
แตกต่
างกั
บความเชื
อในอดี
ต เป็
นต้
น ดั
งนั
นการศึ
กษาการประดิ
ษฐ์
ประเพณี
และธรรมเนี
ยม