๒๗
๑. อั
ตลั
กษณ์
ทางการเมื
อง (Identity Politics)
Linda Nicholson และ Steven Seidman (๑๙๙๕ : ๑๔) กล่
าวถึ
งอั
ตลั
กษณ์
ทางการเมื
อง
(identity politics) ว่
าเกิ
ดขึ
้
นจากการเมื
องที
่
เป็
นผู
้
กํ
าหนดความเป็
นเชื
้
อชาติ
เผ่
าพั
นธุ
์
เดี
ยวกั
น
การมี
ประวั
ติ
ศาสตร์
ร่
วมกั
น การมี
ปร ั
ชญาในการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตแบบเดี
ยวกั
นอั
นนํ
าไปสู
่
การถู
ก
การเมื
องกํ
าหนดให้
ว่
าต้
องมี
วั
ฒนธรรมเดี
ยวกั
น เช่
น การสร้
างความเป็
นไทยที
่
อธิ
บายในมิ
ติ
ประวั
ติ
ศาสตร์
การอพยพจากเทื
อกเขาอั
ลไต การใช้
ภาษาไทย การนั
บถื
อศาสนาพุ
ทธ สยาม
เมื
องยิ
้
ม ฯลฯ ดั
งนั
้
นความหมายของอั
ตลั
กษณ์
นั
ยนี
้
จึ
งสั
มพั
นธ์
กั
บความหมายของคํ
าว่
าเชื
้
อชาติ
(race) ทางชี
ววิ
ทยา ซึ
่
งในเวลาต่
อมาถู
กขยายสู
่
การเกิ
ดแนวคิ
ดชาติ
นิ
ยม (Nationalism) ที
่
ถู
ก
สร้
างขึ
้
นจากร ั
ฐนั
่
นเอง (นิ
ธิ
เอี
ยวศรี
วงศ์
, ๒๕๔๕ : เว็
บไซต์
)
๒. อั
ตลั
กษณ์
ทางสั
งคมและวั
ฒนธรรม (Social and Cultural Identity)
อั
ตลั
กษณ์
ตามนั
ยนี
้
ได้
แก่
การที
่
ตนเองนิ
ยามหรื
อให้
คุ
ณค่
าของตนเองสั
มพั
นธ์
กั
บบริ
บท
ทางเศรษฐกิ
จ การเมื
อง สั
งคม ภาษา วั
ฒนธรรม ชาติ
พั
นธุ
์
ชาติ
จิ
ตสํ
านึ
ก ฯลฯ หรื
อที
่
เรี
ยกว่
า
“ความเป็
นพวกเราและพวกเขา” เพื
่
อแสดงความเป็
นสมาชิ
กของกลุ
่
ม องค์
กร สั
งคม หรื
อ
วั
ฒนธรรมที
่
ไม่
เหมื
อนกั
น (กฤษดาวรรณ หงศ์
ลดารมภ์
, ๒๕๔๓ : ๑๕) ดั
งนั
้
นอั
ตลั
กษณ์
ใน
ความหมายนี
้
จึ
งสามารถเปลี
่
ยนแปลง เลื
่
อนไหล หรื
อขั
ดแย้
งกั
นเองได้
เช่
น ความแตกต่
าง
ระหว่
างสํ
านึ
กของความเป็
นร ั
ฐชาติ
กั
บสํ
านึ
กของความเป็
นชนกลุ
่
มน้
อย (อภิ
ญญา เฟื
่
องฟู
สกุ
ล,
๒๕๔๖ : ๘๕) หรื
อความแปลกแยกของผู
้
ใช้
ภาษาที
่
ต่
างกั
น เป็
นต้
น
อย่
างไรก็
ดี
อั
ตลั
กษณ์
ในความหมายดั
งกล่
าวยั
งสั
มพั
นธ์
กั
บความหมายของกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ซึ
่
งนิ
ธิ
เอี
ยวศรี
วงศ์
(๒๕๔๕ : เว็
บไซต์
) ระบุ
ว่
ากลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
คื
อกลุ
่
มวั
ฒนธรรมที
่
แปรเปลี
่
ยนได้
ไม่
อยู
่
คงที
่
และไม่
ตายตั
วเหมื
อนเชื
้
อชาติ
เช่
น คนไทยที
่
ไปอยู
่
อเมริ
กาตั
้
งแต่
เด็
กและไม่
มี
ความรู
้
สึ
กเป็
นคนไทย อาจจั
ดว่
าเป็
นกลุ
่
มชาติ
พั
นธ์
อเมริ
กา ไม่
ใช่
กลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ไทย เป็
นต้
น
ดั
งนั
้
นกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
จึ
งมาจากการสั
่
งสมแลกเปลี
่
ยนกระทั
่
งยอมร ั
บว่
าคนดั
งกล่
าวเป็
นสมาชิ
กของ
กลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
อั
นกลายเป็
นชุ
มชนในจิ
ตนาการ (Imagine Community) ที
่
ยอมร ั
บความเป็
นกลุ
่
ม
เดี
ยวกั
นเอาไว้
(นิ
วั
ติ
ทองวล, ๒๕๕๐ : เว็
บไซต์
)
ขณะเดี
ยวกั
นอภิ
ญญา เฟื
่
องฟู
สกุ
ล (๒๕๔๖ : ๖๙–๑๐๐) ยั
งได้
อธิ
บายแนวคิ
ดอั
ตลั
กษณ์
ทางสั
งคมและวั
ฒนธรรมในช่
วงหลั
งสมั
ยใหม่
(Post-Modernism) ว่
าเป็
นเรื
่
องของอํ
านาจในการ
การจํ
าแนกแยกแยะกลุ
่
มคนที
่
สั
มพั
นธ์
กั
บกลุ
่
มคนอื
่
นๆ ดั
งนั
้
นความแตกต่
างระหว่
างคนสองกลุ
่
ม
จึ
งไม่
ได้
มาจากการเป็
นชาติ
พั
นธุ
์
เพี
ยงอย่
างเดี
ยว แต่
เกิ
ดขึ
้
นจากอํ
านาจที
่
ต้
องมี
การสร้
าง “ความ
เป็
นอื
่
น” ให้
กั
บคนอี
กกลุ
่
มหนึ
่
ง เช่
น ภาษา ความเชื
่
อ เทคโนโลยี
การผลิ
ต รวมถึ
งการสร้
าง
รู
ปแบบความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างคนสองกลุ
่
มในลั
กษณะที
่
จะอธิ
บายว่
าอี
กกลุ
่
มหนึ
่
งแตกต่
างจาก
ตนเองอย่
างไร และเมื
่
อสมาชิ
กในกลุ
่
มรู
้
สึ
กว่
ากลุ
่
มอื
่
นไม่
สามารถยอมร ั
บกลุ
่
มของตนและมี
ความรู
้
สึ
กว่
าความเป็
นกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ของตนไม่
มี
ความมั
่
นคงและถู
กลดบทบาทลงจากการกลื
น
จากการสร้
างอั
ตลั
กษณ์
ทางการเมื
อง จะนํ
าไปสู
่
ความพยายามสร้
างอั
ตลั
กษณ์
ของตนเองให้
โดด
เด่
น เช่
น ในกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
พวนที
่
ได้
จั
ดตั
้
งชมรมหรื
อมู
ลนิ
ธิ
ไทยพวนเพื
่
อฟื
้
นฟู
อั
ตลั
กษณ์
ชาวพวน