Page 34 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๒๓
งานวิ
จั
การปกครองไทยที่
มี
ต่
อเมื
องพวนและชาวพวนในราชอาณาจั
กรไทย
ระหว่
าง พ.ศ. ๒๓๒๒–๒๔๓๖
ของปรารถนา แซ่
อึ
ง (๒๕๔๓) ซึ
งเป็
นวิ
ทยานิ
พนธ์
ศิ
ลปศาสตรม
หาบั
ณฑิ
ต มหาวิ
ทยาลั
ยศรี
นคริ
นทรวิ
โรฒ กล่
าวถึ
งการปกครองของไทยที
มี
ต่
อเมื
องพวนในเขต
ประเทศสาธารฐประชาธิ
ปไตยประชาชนลาวในป ั
จจุ
บั
น ซึ
งพบว่
าในช่
วงแรกเมื
องพวนมี
ฐานะ
เป็
นเมื
องขึ
นของไทย โดยไทยให้
อํ
านาจสิ
ทธิ
ขาดในการปกครองเมื
องพวนอย่
างเต็
มที
แต่
เนื
องจากเมื
องพวนมี
อาณาเขตติ
ดต่
อกั
บญวน ญวนจึ
งมั
กขยายอิ
ทธิ
พลเข้
ามาในเมื
องพวนอยู
เสมอทํ
าให้
เมื
องพวนมี
ลั
กษณะเป็
ฯเมื
องสองฝ ่
ายฟ้
า คื
อยอมร ั
บทั
งอํ
านาจของไทยและญวนใน
เวลาเดี
ยวกั
น ซึ
งไทยพยายามแก้
ป ั
ญหาการเป็
นเมื
องสองฝ ่
ายฟ้
าดั
งกล่
าวหลายวิ
ธี
เช่
นการมอ
หมายให้
เวี
ยงจั
นทน์
และหลวงพระบางดู
แลเมื
องพวน แต่
นโยบายดั
งกล่
าวไม่
สามารถแก้
ป ั
ญหา
ได้
ในเวลาต่
อมาไทยจึ
งใช้
วิ
ธี
กวาดต้
อนชาวพวนเข้
ามาในราชอาณาจั
กรทั
งหมดเพื
อไม่
ให้
เหลื
ไว้
เป็
นกํ
าลั
งฝ ่
ายญวน
นโยบายดั
งกล่
าวดํ
าเนิ
นเรื
อยมาจนถึ
งร ั
ชสมั
ยพระบามสมเด็
จพระ
จุ
ลจอมเกล้
าเจ้
าอยู
หั
ว ซึ
งทรงปฏิ
รู
ปการปกครองในเมื
องพวนใหม่
ให้
ร ั
ดกุ
ม แต่
เนื
องจากเมื
อง
พวนและญวนไม่
มี
การกํ
าหนดเขตแดนที
แน่
นอน ประกอบกั
บการที
เมื
องพวนเป็
นเมื
องสองฝ ่
าย
ฟ้
า ทํ
าให้
ในเวลาต่
อมาฝร ั
งเศสจึ
งขยายอิ
ทธิ
พลเข้
ามายั
งเมื
องพวน ภายหลั
งเหตุ
การณ์
ร.ศ.
๑๑๒ เมื
องพวนจึ
งตกเป็
นเมื
องขึ
นของฝร ั
งเศส อย่
างไรก็
ดี
จากนโยบายการปกครองชาวพวน
นั
บตั
งแต่
อดี
ตส่
งผลให้
ชาวพวนกระจายอยู
ทั
วไปในราชอาณาจั
กรและเป็
นส่
วนหนึ
งของ
สั
งคมไทยในป ั
จจุ
บั
งานวิ
จั
ยเรื
อง
ความเป็
นพวนในปรากฏการณ์
ความเป็
นไทยร่
วมสมั
ของเจนสุ
ดา
สมบั
ติ
(๒๕๔๘)ซึ
งเป็
นวิ
ทยานิ
พนธ์
สั
งคมวิ
ทยาและมานุ
ษยวิ
ทยามหาบั
ณฑิ
ตของ
มหาวิ
ทยาลั
ยธรรมศาสตร์
ซึ
งเป็
นการศึ
กษาการนิ
ยามตั
วตนของชาวพวนผ่
านสํ
านึ
กร ั
บรู
และ
จดจํ
าความเป็
นพวนในหลายรู
ปแบบ ประกอบด้
วยพั
ฒนาการของความเป็
นพวนที
สอดร ั
บกั
สั
งคมไทยในบริ
บทที
แตกต่
างกั
น ความหมายของความเป็
นพวนที
แสดงออกในรู
ปการรวมกลุ
ฟื
นฟู
วั
ฒนธรรมของคนพวน
และการปร ั
บตั
วของความเป็
นพวนในป ั
จจุ
บั
นซึ
งสอดร ั
บกั
ปรากฏการณ์
ในสั
งคมไทย ที
ส่
งเสริ
มด้
านการท่
องเที
ยวและการอนุ
ร ั
กษ์
วั
ฒนธรรมประเพณี
ของ
ท้
องถิ่
น โดยผลการวิ
จั
ยพบว่
าชาวพวนเข้
าใจที
มา/รากเหง้
าตั
วตนเป็
นการนิ
ยามความเป็
นพวน
ผ่
านรู
ปแบบที
แตกต่
างตามแหล่
งที
ร ั
บมาและประวั
ติ
ศาสตร์
ของร ั
ฐชาติ
ที
พวกเขาอาศั
ย กระทั
ป ั
จจุ
บั
นประวั
ติ
ศาสตร์
ของชาวพวนถู
กหยิ
บยกขึ
นมาบอกเล่
าตามโอกาสต่
าง ๆ เพื
อตอกยํ
าความ
เข้
าใจในรากเหง้
าของกลุ
มชาติ
พั
นธุ
ด้
วยการเลื
อกหยิ
บประวั
ติ
ศาสตร์
ชุ
ดที
เหมาะกั
บพื
นที
ของตน
ขึ
นมาใช้
ขณะเดี
ยวกั
นการรวมกลุ
มของชาวพวนเป็
นโอกาสให้
ได้
แสดงออกถึ
งสํ
านึ
กร ั
บรู
จดจํ
ตั
วตนร่
วมกั
น ผ่
านการจั
ดกิ
จกรรมทางวั
ฒนธรรมต่
าง ๆ โดยชาวพวนได้
มี
การเลื
อกอนุ
ร ั
กษ์
ส่
งเสริ
มบางสิ่
งที
เห็
นว่
ามี
ความหมายร่
วมกั
น เช่
น การเกิ
ดเครื
อข่
ายชมรมไทยพวนได้
ฟื
นฟู
วั
ฒนธรรมของชาวพวนด้
วยการประดิ
ษฐ์
สร้
างตั
วตนขึ
นโดยไม่
ออกนอกกรอบที
ร ั
ฐได้
ขี
ดเส้
เอาไว้
และเป็
นความพยายามสร้
างชุ
มชนในจิ
นตนาการภายใต้
อุ
ดมการณ์
ของร ั
ฐชาติ
ที
เน้
นความ